posttoday
แพ้ใจตนเอง:ป้องกันความกลัวก่อนจะทำลายความฝันการลงทุน

แพ้ใจตนเอง:ป้องกันความกลัวก่อนจะทำลายความฝันการลงทุน

23 เมษายน 2556

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล, CFP นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย [email protected]

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล, CFP นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย [email protected] 

เมื่อเราพูดถึงการลงทุน อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ ความกลัวเกี่ยวกับสิ่งที่คุณไม่รู้ หรือความกลัวที่จะขาดทุน หรือทั้งคู่ ผมคิดว่านาย Donald Rumsfeld อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐอเมริกา เคยสรุปได้ดีที่สุดเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่รู้ คือ “มีสิ่งที่เรารู้ว่ารู้ นั่นก็คือสิ่งที่เรารู้ว่าเรารู้ แต่ก็มีสิ่งที่รู้ว่าไม่รู้ ซึ่งก็คือสิ่งที่เรารู้ว่าเราไม่รู้ และก็มีสิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้ ซึ่งก็คือสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้”

งง หรือเปล่าครับ อย่างงเลยครับ เราสามารถอธิบายความกลัวของเราได้โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ คุณทราบหรือไม่ว่า นักลงทุนมักจะรู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนถึง 2 ใน 3 เท่ามากกว่าความรู้สึกของการมีความสุขจากการได้กำไร นักวิทยาศาสตร์พบว่า ส่วนหน้าของสมองเรา เป็นส่วนที่รวบรวมและเข้าใจ คำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนมากเกี่ยวกับการได้กำไร อย่างไรก็ตาม ระบบลิมบิค (Limbic System) หรือส่วนหลัก ที่เกี่ยวกับความรู้สึกในสมองของเราจะมีบทบาทในการประมวลผลเกี่ยวกับความสูญเสีย แนวคิดเกี่ยวกับความรู้สึกนี้ เรียกว่า การรังเกียจความสูญเสีย หรือการไม่ชอบที่จะขาดทุน (Loss Aversion) ทำให้คนปกติทั่วไปที่หมกมุ่นอยู่กับความกลัวจากการขาดทุนต่อเนื่อง ตัดสินใจผิดๆ ในการลงทุน ซึ่งจะทำให้สูญเสียมากยิ่งขึ้น

การไม่ชอบสูญเสียหรือขาดทุนจะปรากฏกับนักลงทุนในหลายรูปแบบ การลงทุนระยะยาวแบบระมัดระวังมากเกินไปก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยส่วนมาก รวมถึง กบข. มักจะลงทุนน้อยเกินไปในหลักทรัพย์เสี่ยงที่มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว อาทิ หุ้น หรือสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ว่ากองทุนเหล่านี้จะมีทุนเพียงพอและช่วงเวลาการลงทุนนานพอที่จะใช้ในการลงทุนดังกล่าวก็ตาม ความ|สับสนและความไม่เข้าใจดังกล่าว โดยเฉพาะจากสมาชิกกองทุนมากกว่าจากผู้บริหารกองทุน มักจะทำให้พอร์ตการลงทุนของกองทุนเหล่านี้จะเป็นพอร์ตที่มีความระมัดระวังสูงเกินความจำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนในพันธบัตร ประมาณร้อยละ 75 และลงทุนในหุ้นเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น การดำเนินยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวที่ระมัดระวังมากเกินไป จะนำไปสู่ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ และทำให้สมาชิกไม่ได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณ

ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง ความกลัวการขาดทุนสามารถทำให้นักลงทุนตัดสินใจไม่รอบคอบและฉับพลันในระยะสั้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การลงทุนที่เคยเตรียมไว้เป็นอย่างดี ในช่วงที่มีความตึงเครียดมาก นักลงทุนหลายคนจะตกอยู่ในภาวะที่ไม่มีแรงจูงใจ (Willpower Depletion) หรือความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (Decision Fatigue) เราทุกคนมีแรงสมองสำหรับควบคุมตนเองที่จำกัด เราต้องมีแรงที่จะยึดมั่นในแผนการเงินระยะยาว เมื่อเราประสบภาวะเหนื่อยล้า เรามักจะสูญเสียกำลังใจ และมีจิตใจที่อ่อนไหว ซึ่งอาจจะทำให้เรายอมแลกเปลี่ยน ทำอะไรที่ไม่ได้คิด หรืออาจจะโยนแผนการเงินระยะยาวทิ้งไป อะไรที่มองแล้วว่าทำได้ง่าย จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด

พฤติกรรมทางการเงิน (Behavioural Finance) สอนเราว่า นักลงทุนจะเปิดใจกับข้อมูลที่สนับสนุนมุมมองของเขา และจะไม่รับฟังข้อมูลที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของเขา วิธีแก้อย่างหนึ่ง คือ เปิดใจให้กว้างไว้ พยายามอ่านบทความเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของตลาดจากหลายมุมมอง รวมทั้งบทความที่มีมุมมองต่างจากของเรา ปรากฏด้านล่างจะเป็นปัจจัยหลักซึ่งอาจจะสามารถช่วยคุณเอาชนะความกลัวที่หลบซ่อนอยู่หรือความกลัวที่จะขาดทุน

• ความไม่แน่นอนในระยะสั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นข้อยกเว้น ในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ และในระยะยาว ราคาหุ้นในตลาดมักจะเพิ่มขึ้น

• นักลงทุนระยะยาว อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ RMFs และ LTFs ควรจะยอมรับว่า ยุทธศาสตร์การลงทุนที่ระมัดระวังมากเกินไป อาจทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของกองทุนที่ตั้งไว้

• ในอดีตนักลงทุนมักจะถือเงินสดจำนวนมากเกินไปในช่วงตลาดผันผวน (Bear Market) แต่จะลังเลและช้าในการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้งเมื่อสภาวะตลาดมีการปรับตัวที่ดีขึ้น การฟื้นตัวของตลาดอย่างกะทันหันเป็นสิ่งปกติของตลาดหลักทรัพย์ และความพยายามที่จะเอาชนะตลาด โดยการซื้อเข้า หรือถอนออกในช่วงเวลาดังกล่าว (Market Timing) เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง สรุปคือ คุณจะได้รับผลตอบแทนดีกว่าโดยการลงทุนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค