
กสิกรไทยประเมินส่งออกปีนี้อาจโตแค่7%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับลดคาดการณ์การส่งออกปี 2556 จาก 10.5% เหลือ 7% แม้เดือนมี.ค.ภาพรวมจะกระเตื้องขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับลดคาดการณ์การส่งออกปี 2556 จาก 10.5% เหลือ 7% แม้เดือนมี.ค.ภาพรวมจะกระเตื้องขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมี.ค. 2556 พบว่า ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการส่งออกมีมูลค่า 20,769 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.55 (YoY) จากช่วงเดียวกันปีก่อน (เทียบกับที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดไว้ที่ร้อยละ 2.7 และประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดไว้ที่ร้อยละ 5.1) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวร้อยละ 5.71 (YoY) นำโดย ยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดพลาสติก พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกล เหล็กและผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงเคมีภัณฑ์ เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 2.98 (YoY) ตามการส่งออกข้าว และมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์
ซึ่งก็สอดคล้องไปกับการเติบโตของอุปสงค์ในตลาดส่งออกหลายตลาด โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน และตลาดรองที่สำคัญในอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่กลับมาขยายตัวอีกครั้งที่ร้อยละ 1.15 (YoY) ร้อยละ 2.79 (YoY) และร้อยละ 13.68 (YoY) ตามลำดับ ส่วนการส่งออกไปสิงคโปร์ ขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 12.78 (YoY) ทั้งนี้ แม้การส่งออกไปยังสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะหดตัวลงร้อยละ 4.72 (YoY) และร้อยละ 0.89 (YoY) แต่ก็เพราะเทียบกับฐานที่สูงในปีก่อนหน้า
ด้านการนำเข้าในเดือนมี.ค. 2556 พลิกกลับมาหดตัวที่ร้อยละ 11.52 (YoY) (แย่กว่าตัวเลขคาดการณ์ในผลสำรวจของรอยเตอร์ที่คาดว่า จะหดตัวร้อยละ 8.0) ด้วยมูลค่า 21,636 ล้านดอลลาร์ฯ เป็นผลจากการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงและสินค้าทุนที่หดตัวลงร้อยละ 21.85 (YoY) และร้อยละ 5.26 (YoY) ตามลำดับ ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออก ส่งผลทำให้ไทยบันทึกยอดขาดดุลการค้าในเดือนมี.ค. 2556 ลดลงมาที่ 867 ล้านดอลลาร์ฯ เทียบกับที่ขาดดุล 1,557 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ.2556
สำหรับภาพรวมในไตรมาส 1/2556 การส่งออกในเดือนมี.ค. 2556 ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยชดเชยการหดตัวลงของการส่งออกในเดือนก.พ. 2556 (ที่หดตัวจากผลของฐานและจำนวนวันทำการที่น้อย) และส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกไตรมาส 1/2556 ขยายตัวร้อยละ 4.26 (YoY) ด้วยมูลค่า 56,967 ล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ การนำเข้า มีมูลค่า 64,878 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.44 (YoY) ทำให้ไทยบันทึกยอดขาดดุลการค้าในไตรมาส 1/2556 มูลค่า 7,911 ล้านดอลลาร์ฯ
แนวโน้มการส่งออกไทย: จับตาผลกระทบเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาท
สำหรับในระยะข้างหน้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ภาคการค้าต่างประเทศของไทยยังพอที่จะมีแรงหนุนจากการขยายตัวของความต้องการสินค้าของตลาดหลักและตลาดรองในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีนที่อุปสงค์ในประเทศยังคงขยายตัว ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งได้มีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ การค้ากับประเทศในแถบอาเซียน ก็น่าจะเติบโตขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ดี ยังมีตัวแปรสำคัญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกในระยะข้างหน้า ซึ่งต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ดังนี้:-
- ทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2556 และอาจได้รับอานิสงส์จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องของหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาท ซึ่งทำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปีที่ 28.57 บาท/ดอลลาร์ฯ ในระหว่างเดือนเม.ย. 2556 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 เม.ย. 2556) ซึ่งทำให้อัตราการแข็งค่าของเงินบาทที่มากกว่าร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2555 นำมาเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วต่อสินค้าส่งออกหลายรายการชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2556 ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้สินค้าไทยซึ่งประสบปัญหาภาวะต้นทุนแพงกว่าคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ (อีกทั้งบางชนิดก็สูญเสียความสามารถการแข่งขันด้านราคาอยู่ก่อนแล้ว) ต้องเผชิญกับภาวะการส่งออกที่ยากลำบากมากขึ้น (อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งการส่งออกพลาสติกและผลิตภัณฑ์ไปยังจีน รวมไปถึง เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งเป็นคู่แข่งการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม ไปยังสหรัฐฯ และยูโรโซน เป็นต้น)
นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่รับชำระค่าสินค้าในด้วยเงินสกุลดอลลาร์ฯ และเยน (ซึ่งอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินบาท) ใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการตัดสินใจรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในต่างประเทศ หรือเปลี่ยนมารับคำสั่งซื้อขนาดเล็กลง เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผลดังกล่าว เมื่อรวมกับปัจจัยฐานเปรียบเทียบที่ค่อนข้างสูงในปี 2555 ก็อาจทำให้การส่งออกของไทยในไตรมาส 2/2556 มีภาพรวมที่น่ากังวลมากขึ้น
- ความเสี่ยงของทิศทางเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2556 ลงมาที่ร้อยละ 3.3 (จากเดิมร้อยละ 3.5) จากความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอตัวลงจากผลของการแก้ปมปัญหาการคลัง และเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังคงอ่อนแอ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้สัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรปของไทยอาจน้อยกว่าจีนและญี่ปุ่น แต่ต้องไม่ลืมว่า ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างก็มีสหรัฐฯ และยูโรโซนเป็นตลาดส่งออกหลัก ดังนั้น หากเศรษฐกิจของทั้งสองกลับสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง ก็คงจะส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านมาถึงการส่งออกของไทยด้วยเช่นกัน
- ปัจจัยที่ต้องระวังสำหรับสินค้าส่งออกบางรายการ นอกจากความไม่แน่นอนของทิศทางตลาดส่งออก ค่าเงินบาท และแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต จะมีผลต่อภาพรวมของทิศทางการส่งออกของไทยแล้ว หากพิจารณาสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ก็พบว่า ยังมีปัจจัยบางตัวที่ต้องระมัดระวังในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารและอาหารแปรรูปหลายชนิด ที่ไทยอาจได้รับประโยชน์จากสภาพอากาศที่แปรปรวนและโรคระบาดที่เกิดขึ้นในประเทศผู้ผลิตอื่น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตในประเทศก็คงต้องเร่งยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขัน อาทิเช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ซึ่งแม้ว่าจะมีโอกาสส่งออกได้มากขึ้นจากการเปิดนำเข้าไก่ไทยในยุโรปและญี่ปุ่น แต่ก็ต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือต่อไก่ไทยในประเด็นความปลอดภัยไข้หวัดนก ภายหลังมีการตรวจพบการติดเชื้อไข้หวัดนกในประเทศใกล้คียง อาทิ จีน และกัมพูชา เพื่อให้ไทยยังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างบราซิลได้ในระยะต่อไป
โดยภาพรวมแล้ว แม้การส่งออกของไทยจะสามารถบันทึกอัตราการขยายตัวได้ในไตรมาส 1/2556 แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยกดดันหลายประการที่เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไตรมาสแรกนั้น น่าจะยังมีผลกระทบที่ต่อเนื่องและชัดเจนขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้าตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย. 2556 ซึ่งแน่นอนว่าคงจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกต้องประสบปัญหาในการแปลงรายรับกลับมาเป็นรูปเงินบาท และอาจมีผลต่อการตัดสินใจรับคำสั่งซื้อในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเมื่อรวมกับความเสี่ยงของทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ก็อาจทำให้ภาพรวมของการส่งออกในปี 2556 อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงทำการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของการส่งออกของไทยในปี 2556 ลงมาที่ร้อยละ 7.0 โดยมีกรอบคาดการณ์ใหม่ที่ร้อยละ 4.0-9.0 เทียบกับกรอบคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 8.0-13.0
อย่างไรก็ตาม หากตัดปัจจัยเรื่องค่าเงินออกไปแล้ว การส่งออกของไทยยังมีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ตามเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในฟากตะวันออก อาทิ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งก็น่าจะช่วยหนุนให้การส่งออกสินค้าสำคัญของไทยในกลุ่มอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป (อาหาร) สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการลงทุนและการก่อสร้าง อาทิ เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและชิ้นส่วน รวมไปถึงยานยนต์และอุปกรณ์ ยังสามารถขยายตัวได้







