
จ่ายแอลพีจีปีนี้3.7หมื่นล
.แม้นำเข้าลดแต่ยังอยู่ระดับสูง
น้ำมันมี.ค.รวมใช้หดเทียบก.พ.โพสต์ทูเดย์
— กรมธุรกิจพลังงาน คาดนำเข้าแอลพีจีปีนี้แตะ 1.5 ล้านตัน สูญเงิน 3.7 หมื่นล้านบาทนายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในปี 2553 มีโอกาสที่จะแตะระดับ 1.58 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่านำเข้าประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ ทำให้กำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.เม.ย. 2553) มีการนำเข้าแอลพีจีไปแล้ว 4.8 แสนตัน และหลังจากเดือน พ.ค.เป็นต้นไป จะมีการนำเข้าเฉลี่ยเดือนละ 1.54 แสนตัน
ทั้งนี้ การนำเข้าแอลพีจีในอัตราเดือนละ 1.54 แสนตัน ถือเป็นการนำเข้าสูงสุดเมื่อเทียบต่อเดือน ในขณะที่ตัวเลขการใช้แอลพีจีเดือน มี.ค. อยู่ที่ระดับ 4.32 แสนตันต่อเดือน หรือเฉลี่ย 1.4 หมื่นตันต่อวัน ลดลง 1% จากเดือน ก.พ. โดยการใช้ในภาคครัวเรือนอยู่ที่ 2.04 แสนตัน ลดลง 1.4% ภาคขนส่งอยู่ที่ 5.4 หมื่นตัน ลดลง 5.9% ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6.7 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 3.4% ส่วนภาคปิโตรเคมีอยู่ที่ 1.06 แสนตัน ลดลง 0.3%
“
ตัวเลขการใช้แอลพีจีแม้จะมีแนวโน้มลดลง แต่ถ้าเทียบกับปริมาณนำเข้าแต่ละเดือนยังสูง โดยเฉพาะตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไป การนำเข้าแอลพีจีน่าจะสูงถึงเดือนละ 1.54 แสนตัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโรงแยกก๊าซของ ปตท.บางแห่งมีแผนปิดซ่อมบำรุง ประกอบกับโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 ยังไม่เปิด ทำให้ต้องนำเข้าเพิ่มขึ้น ส่วนเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของมาตรการตรึงราคาแอลพีจีจะมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน” นายพีระพล กล่าวนายพีระพล กล่าวถึงสถานการณ์การใช้น้ำมันในเดือน มี.ค. ในภาพรวมปรับลดลงเกือบทุกผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียน และปลายฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ทำให้การใช้น้ำมันเพื่อขนส่งสินค้าทางการเกษตรลดลง โดยการใช้น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่วันละ 3 แสนลิตร ลดลง 19.4% เบนซิน 91 อยู่ที่วันละ 8.35 ล้านลิตร ลดลง 1.5% แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่วันละ 7.2 ล้านลิตร ลดลง 8% แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่วันละ 3.94 ล้านลิตร ลดลง 3.6% ส่วนดีเซล (บี2) มียอดใช้วันละ 31.4 ล้านลิตร ลดลง 1% และ บี5 มียอดใช้วันละ 21.4 ล้านลิตร ลดลง 3.8%
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการใช้น้ำมันในกลุ่มดีเซล พบว่าสัดส่วนการใช้ บี5 ปรับลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับการใช้ดีเซล (บี2) เนื่องจากส่วนต่างราคาระหว่าง บี2 กับ บี5 ลดลง ทำให้ไม่จูงใจให้เกิดการใช้ บี5 ซึ่งเป็นพลังงานทดแทน โดยปัจจุบันราคา บี5 ถูกกว่า บี2 เพียงลิตรละ 1.20 บาทเท่านั้นเทียบกับช่วงที่ส่วนต่างราคาสูงสุดลิตรละ 3 บาท/ลิตร เมื่อเดือน มิ.ย. 2552 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้บี5 เพิ่มขึ้นมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าส่วนต่างราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น







