posttoday
กสท.ลุยแจกช่องสาธารณะ

กสท.ลุยแจกช่องสาธารณะ

23 เมษายน 2556

มติบอร์ด3:2ไม่ทำประชาพิจารณ์เกณฑ์ชี้ประกาศที่ออก8ฉบับครอบคลุมแล้ว

มติบอร์ด3:2ไม่ทำประชาพิจารณ์เกณฑ์ชี้ประกาศที่ออก8ฉบับครอบคลุมแล้ว

บอร์ด กสท. เมินประชาพิจารณ์เกณฑ์บิวตี้ คอนเทสต์ คาดเดินหน้าช่องสาธารณะทีวีดิจิตอล มิ.ย.นี้

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า หลังจากคลุมเครือมา 3 สัปดาห์ ล่าสุดที่ประชุม กสท.มีมติ 3:2 ว่าจะไม่มีการออกประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาต (บิวตี้ คอนเทสต์) ในการจัดสรรคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล กิจการบริการสาธารณะ จะมีเพียงการกำหนดข้อสนเท่ห์ (Information Memorandum หรือ IM) บอกเกณฑ์การคัดเลือกในหนังสือชี้ชวนให้มาลงทุน ซึ่งจากมติดังกล่าวทำให้บอร์ด กสท.สามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดหลักเกณฑ์เองได้ โดยไม่ต้องประชาพิจารณ์

ด้าน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานกสท. กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่ออกประกาศเกณฑ์ใหม่ เนื่องจาก กสท.มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่เกี่ยวข้องทยอยออกมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2555 รวมแล้ว 8 ฉบับ ซึ่งในแต่ละฉบับมีการกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ในการพิจารณาไว้แล้ว จึงเห็นว่าไม่ต้องออกประกาศใหม่อีก ส่วนการร่าง IM ต้องใช้เวลาประมาณ 12 เดือน หรือเสร็จสิ้นราวเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะมีการทำ IM แยกประเภทกันชัดเจน เป็นแนวปฏิบัติของกรรมการ อย่างไรก็ตาม กสท.จะยึดตามเกณฑ์ต่างๆ ที่อยู่ในประกาศและพยายามใช้ดุลพินิจของตัวเองให้น้อยที่สุด

โดยในข้อ 11 ของประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ.2555 กำหนดการวิเคราะห์ความเหมาะสมของการประกอบกิจการเพื่อให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ให้พิจารณาโดยต้องคำนึงถึงปัจจัย ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ 2.ความสามารถในการบริหารจัดการพร้อมฐานะทางการเงิน ผลการดำนเนิกงานที่มั่นคง สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง 3.ความเหมาะสมละสอดคล้องของแผนการลงทุน และแนวางการพัฒนากิจการขอรับใบอนุญาต 4. ความต้องการของผู้บริโภค 5.ความเสมอภาคในการแข่งขันเสรีของผู้ประกอบกิจการ 5.คุณภาพรายการ

ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดไว้ในภาคผนวก ก ซึ่งได้ระบุคุณสมบัติ ลักษณะผังรายการ สัดส่วนรายการ และการหารายได้ การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ประเภทกิจการบริการสาธารณะ

ทั้งนี้ กสท. จะออกประกาศหนังสือชี้ชวนเพื่อมาลงทุน (Information Memorandum – IM) สำหรับทีวีดิจิตอลประเภทสาธารณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการร่างและคาดว่าจะออกประกาศได้ราวเดือน มิ.ย. ซึ่งหนังสือชี้ชวนดังกล่าวจะประกอบด้วยรายละเอียดเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสาธารณะ ที่มาจากประกาศที่เกี่ยวข้องและรายละเอียดอื่นๆ เช่น แนวทางการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการฯ

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า แม้เสียงส่วนใหญ่ในบอร์ดลงความเห็นว่า กสท.มีหลักเกณฑ์การประกวดครบแล้ว ซึ่งระบุอยู่ในประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่จำเป็นต้องออกเป็นประกาศเกณฑ์ใหม่อีก แต่ในความเป็นจริง กสท.มีเพียงหลักเกณฑ์กว้างๆ แต่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หากมีผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตมากกว่า 12 ช่อง และทุกรายมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์เบื้องต้นหมด กสท.จะทำอย่างไร

“ในการจัดสรรคลื่นไม่ว่าจะช่องสาธารณะหรือช่องธุรกิจ ก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ปัจจุบันการจัดสรรคลื่นช่องธุรกิจยังดูมีกฎเกณฑ์มากกว่าด้วยซ้ำ ทั้งที่ผู้ขอใบอนุญาตต้องเสียเงินประมูล ขณะที่ช่องสาธารณะซึ่งแจกฟรี อีกทั้งยังได้สิทธิลดหย่อนค่าธรรมเนียม กลับไม่มีเกณฑ์คัดเลือกอย่างละเอียด ตลอดจนไม่มีเกณฑ์การหารายได้หลังได้รับใบอนุญาต” น.ส.สุภิญญา กล่าว

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์ที่ควรมีประกอบด้วย 1.ความพร้อมด้านเทคโนโลยี 2.ความพร้อมด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น เงินทุน แผนการลงทุน และ 3.ความหลากหลายของเนื้อหา คือต้องมีผังรายการให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม 3 เกณฑ์ดังกล่าวก็สามารถนำไปใส่ไว้ใน IM ได้ แต่เมื่อไม่มีการประชาพิจารณ์ ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกใส่รายละเอียดลงไปมากน้อยอย่างไร

ทั้งนี้ การกำหนดเกณฑ์อย่างกว้างๆ ดังที่ใช้อยู่นี้ ส่งผลให้มีผู้เสียประโยชน์ 3 กลุ่ม

1.หน่วยงานของราชการที่ไม่ได้มีชื่อเป็นผู้รับผิดชอบด้านต่างๆ ตามกฎหมายโดยตรง เช่น ทำเรื่องการศึกษา แต่ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ 2.สถาบันการศึกษา ภาควิชาการ และ 3.มูลนิธิ สมาคม เพราะเกณฑ์ที่ออกมาเบื้องต้นตีความปิดกั้นไปแล้วว่าต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโดยตรง

“บอร์ด กสท. พยายามย้ำว่าไม่ปิดกั้น แต่หากไม่เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ก็จะส่งผลต่อทั้ง 3 กลุ่มชัดเจน” น.ส.สุภิญญา กล่าว

หลังจากนี้ บอร์ด กสท.จะต้องพิจารณาเกณฑ์การจัดสรรคลื่นทีวีบริการสาธารณะ ประเภทที่ 3 คาดว่าจะมีการร่างกฎออกมาล็อคสเป็คเช่นเดียวกับประเภทที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอาจระบุว่า ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งหนีไม่พ้นสถาบันพระปกเกล้า กรมประชาสัมพันธ์ รัฐสภาน.ส.สุภิญญา กล่าวอีกว่า จะมีเสวนาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจะนำข้อเสนอจากเวทีเกี่ยวกับเกณฑ์เข้าที่ประชุม กสท. วันจันทร์หน้า หากทำเต็มที่แล้วไม่เกิดผล ผู้เสียประโยชน์หรือภาคประชาชนต้องเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเอง

ทางด้านนางพิรงรอง รามสูต ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานสัมมนาที่ กสทช.จัดขึ้นว่า กรณีที่กสท.มีแนวโน้มจะไม่เปิดประชาพิจารณ์ร่างประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกฎหมายระบุไว้แล้วว่าการจะออกประกาศใดๆ ก็ตามต้องมีการทำประชาพิจารณ์ กสท.จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายร่างหลักเกณฑ์ออกมาให้ชัดเจนและเปิดให้มีการประชาพิจารณ์ต่อไป

ขณะเดียวกัน ในการจัดสรรคลื่นความถี่ทุกประเภทไม่ควรให้ กสท. 5 คนเป็นผู้พิจารณาเพียงกลุ่มเดียว เนื่องจากถือว่าขัดแย้งกับจุดประสงค์ในการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ต้องการให้เกิดการหลอมรวมสื่อเป็น Convergence ดังนั้นการพิจารณาการจัดสรรคลื่นควรได้รับมติจาก กสทช.ทั้ง 11 คน ไม่ใช่ใช้คนเพียง 5 คน และมีมติแบบ 3:2 เกือบทุกครั้ง สุดท้ายจะไม่ต่างกับการให้เสียงของคน 3 คน เพื่อตัดสินโอกาสและเกณฑ์พิจารณาที่ใช้ในระดับประเทศ

กสท. ตีความคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ทีวีบริการสาธารณะประเภทที่สอง หรือ ช่องเพื่อความมั่นคงของรัฐ ไว้แคบเกินไป ทำให้คำว่าความมั่นคงกลายเป็นเรื่องที่แคบมาก จำกัดไม่เปิดโอกาสให้องค์กรอื่นเข้ามาขอรับใบอนุญาต จนดูเหมือนล็อคไว้ให้กระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว

“กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือ พม.ก็มีชื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง มีพระราชบัญญัติเรื่องสิทธิเด็กอยู่ภายใต้การกำกับดูแล หมายความว่า พม.เอง รวมถึงเรื่องสิทธิเด็กก็น่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐได้ เพราะเป็นรากฐานของสังคม”

อย่างไรก็ตาม ต้องย้อนกลับไปดูที่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ว่าเหตุใดจึงตีความคุณสมบัติไว้ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว เพราะการตีความคุณสมบัติถือเป็นปัจจัยสำคัญมากในการประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาต หรือบิวตี้ คอนเทสต์

ขณะที่การให้ใบอนุญาตวิทยุชุมชนนั้น กสท.ไม่ควรให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการไปก่อนแล้วค่อยติดตามเพื่อถอนใบอนุญาตในภายหลัง เพราะแสดงให้เห็นว่าการคัดกรองเบื้องต้นไม่มีคุณภาพ จึงต้องรอพิจารณาอีกครั้งหลังออกอากาศไปแล้ว กสท.ควรร่างเกณฑ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่าการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนคืออะไร จากนั้นกำหนดนิยามที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ในทางปฏิบัติ และมีตัวชี้วัดหลักฐานเชิงประจักษ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนของผู้ประกอบการด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค