
เงินบาทอาจแข็งค่าทำสถิติใหม่อีก
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 28.5028.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เรายังคงคาดว่าค่าเงินบาทจะทรงตัวอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่า แต่ในสัปดาห์นี้ต้องระวังการทำกำไรในตลาดและความเป็นไปได้ของการแทรกแซงตลาดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังผู้ว่าการ ธปท.ได้กล่าวว่า ค่าเงินบาทดูเหมือนจะแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปบ้าง โดยแข็งค่าขึ้นแล้ว 6.6% จากต้นปีเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 28.5028.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เรายังคงคาดว่าค่าเงินบาทจะทรงตัวอยู่ในแนวโน้มที่แข็งค่า แต่ในสัปดาห์นี้ต้องระวังการทำกำไรในตลาดและความเป็นไปได้ของการแทรกแซงตลาดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังผู้ว่าการ ธปท.ได้กล่าวว่า ค่าเงินบาทดูเหมือนจะแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปบ้าง โดยแข็งค่าขึ้นแล้ว 6.6% จากต้นปีเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกผันผวนมากกว่าปกติ โดยเฉพาะราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ร่วงลงตามมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด ทั้งนี้นักลงทุนได้เริ่มขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาบ้าง เพื่อเก็บกำไรจากการลงทุนในช่วงต้นปี หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและจีนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดและมีเหตุการณ์ระเบิดในบอสตัน
นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดการประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงจาก 3.5% ไปที่ 3.3% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจในยูโรโซน อย่างไรก็ตาม IMF ได้ปรับเพิ่มอัตราการขยายตัวของกลุ่มประเทศ ASEAN5 มาอยู่ที่ 5.9%
เศรษฐกิจจีนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงในไตรมาสแรก หรือ 7.7% ซึ่งน้อยกว่าการคาดการณ์ที่ 8% (การผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกในเดือน มี.ค. ก็ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดเช่นกัน) สำหรับสหรัฐ แม้ว่าตัวเลขไม่ได้ออกมาแย่ทั้งหมด แต่ได้สร้างความผิดหวังให้แก่ตลาดไม่น้อย เมื่อนำไปประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐในไตรมาสแรกที่ออกมาไม่สดใสนัก โดยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจปรับลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีก่อน สะท้อนว่าเศรษฐกิจอาจจะอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวลง
อย่างไรก็ดี รายงานภาวะเศรษฐกิจจากเฟดทั้ง 12 สาขาระดับภูมิภาคบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวในระดับปานกลาง แต่ดีขึ้นกว่าการประเมินครั้งก่อน
ในระหว่างสัปดาห์ มีข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากการที่ธนาคารกลาง (PBoC) ได้ปรับระดับค่ากลางของเงินหยวนให้สูงขึ้น และรองผู้ว่าการของ PBoC กล่าวว่า อาจจะมีการขยายกรอบการซื้อขายรายวันของเงินหยวนในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปตามกลไกของตลาดมากขึ้น ส่วนด้านธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ประกาศการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อส่งเสริมให้มีเงินทุนไหลออกมากขึ้นและชะลอการแข็งค่าของเงินเปโซ
ข้อมูลและปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของญี่ปุ่น จีดีพีไตรมาสแรกของสหรัฐ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของยูโรโซนและจีน และข้อมูลการค้าของไทยเดือน มี.ค.
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ระดับ 29.22 และมีการซื้อขายในกรอบ 28.58 29.22 โดยระดับ 28.58 ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 ช่วงต้นสัปดาห์ สกุลเงินในเอเชียแข็งค่าขึ้นหลังจากที่ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต้องเข้าซื้อคืนสกุลเงินของประเทศที่จัดว่าเป็นคู่แข่งทางการค้าของญี่ปุ่นเพื่อตัดผลขาดทุน ช่วงกลางสัปดาห์ สกุลเงินเอเชียถูกขายออกมาหลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดีก่อนที่จะดีดตัวขึ้นช่วงปลายสัปดาห์
ค่าเงินบาทยังคงได้แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร จึงมีทิศทางแข็งค่าขึ้นตลอด ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมากล่าวว่าภาคเอกชนควรฉวยโอกาสนี้นำเข้าสินค้าทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และยังบอกให้ทาง ธปท.ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทโดยอาศัยมาตรการที่ไม่รุนแรงมาก เนื่องจากหวั่นจะกระทบกับความเชื่อมั่นโดยรวม
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เผยว่าการเติบโตของการส่งออกปีนี้มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ 9% ที่น่ากังวลคือดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยด้านเงินบาท ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 29.58 (เวลาประมาณ 18.30 น.)
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3032 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1.3000 – 1.3201 ค่าเงินยูโรทรงตัวในวันจันทร์หลังจากที่ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนของเยอรมนีเดือนเม.ย.ปรับลดลงมากกว่าคาด อันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ในยูโรโซน ยูโรปรับแข็งค่าขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ หลังข้อมูลจากสหรัฐแสดงให้เห็นถึงระดับเงินเฟ้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลง แต่ยูโรพลิกกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งหลังจากที่มีข่าวว่าผู้ว่าฯธนาคารกลางเยอรมนีได้เอ่ยว่า ECB อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากเศรษฐกิจแย่ลง ช่วงปลายสัปดาห์ เงินยูโรได้แรงหนุนอีกครั้งแต่ยังทรงตัวต่ำกว่าระดับ 1.3100 หลังผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลของสเปนออกมาดี และมีความเห็นจากประธานเฟดระดับภูมิภาคหลายคนที่บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็น QE fegobo9jvwxหากอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย ณ วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.3087 (เวลาประมาณ 18.30 น.)
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 96.74 และซื้อขายอยู่ระหว่าง 95.9399.34 โดยเงินเยนปรับแข็งค่าขึ้นรวดเร็วช่วงต้นสัปดาห์หลังมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา และรัฐมนตรีการคลังของสหรัฐกล่าวว่ากลุ่มประเทศ G20 ควรละเว้นจากแข่งขันลดค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ช่วงปลายสัปดาห์ เงินเยนกลับมาอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าลง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดคาดว่า BoJ จะยึดมั่นในนโยบายผ่อนคลายด้านการเงินต่อไปในการประชุมสัปดาห์นี้ และผู้ว่าการ BoJ และรัฐมนตรีการคลังญี่ปุ่นกล่าวว่ากลุ่มประเทศ G20 ไม่ได้ตำหนินโยบายการผ่อนคลายการเงินของญี่ปุ่นเพราะเป็นการมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมขยายตัว 1.1%YoY เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนว่าการใช้นโยบายการเงินเชิงรุกสัญญาณได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งนี้ การนำเข้าขยายตัวเช่นกันแต่น้อยกว่าที่คาดที่ 5.5%YoY และการขาดดุลการค้าลดลงมาจากในเดือนก่อนหน้า ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยน อยู่ที่ระดับ 99.30 (เวลาประมาณ 18.30 น.)







