
ยามาฮ่าขยับเจาะรายได้กลุ่มรับมือมอเตอร์ไวค์เริ่มอิ่มตัว
สถานการณ์การจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2556 ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตในระดับ 23% หรืออยู่ในระดับ 2.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในระดับ 2 ล้านคัน เติบโต 56% จากปี 2554 เป็นการเติบโตแบบถดถอย ซึ่งปัจจัยหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาทของรัฐบาล เป็นตัวดึงกำลังซื้อจากตลาดรถจักรยานยนต์ไปยังตลาดรถยนต์ กลายเป็นตัวเร่งให้ภาพของตลาดที่เริ่มอิ่มตัวแจ่มชัดขึ้น
สถานการณ์การจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2556 ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตในระดับ 23% หรืออยู่ในระดับ 2.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ในระดับ 2 ล้านคัน เติบโต 56% จากปี 2554 เป็นการเติบโตแบบถดถอย ซึ่งปัจจัยหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาทของรัฐบาล เป็นตัวดึงกำลังซื้อจากตลาดรถจักรยานยนต์ไปยังตลาดรถยนต์ กลายเป็นตัวเร่งให้ภาพของตลาดที่เริ่มอิ่มตัวแจ่มชัดขึ้น
ย้อนกลับไปในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา การจำหน่ายรถจักรยานยนต์ใหม่ในประเทศเริ่มส่งสัญญาณการอิ่มตัวของตลาดมาจนกระทั่งปัจจุบัน สัญญาณดังกล่าวชัดเจนขึ้นด้วยอัตราจำนวนรถต่อประชากรเข้าสู่ “ตัวเลขหลักเดียว” ที่จำนวนรถจักรยานยนต์ 1 คันต่อประชากร 3 คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงสำหรับอัตราการเติบโตของตลาด และการจำหน่ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีจำนวนดังกล่าวสูงอยู่
ขณะที่จำนวนประชากรรวมรถจักรยานยนต์ในประเทศอยู่ที่กว่า 20 ล้านคัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นฐานลูกค้าของรถจักรยานยนต์ทั้งใหม่และเก่า ซึ่งหากมองกำลังซื้อใน “ตลาดทดแทน” ที่ยังมีความต้องการเปลี่ยนรุ่น เปลี่ยนแบบ หมุนเวียนในตลาดดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นฐานใหญ่ที่ยังพอช่วยพยุงยอดจำหน่ายได้ นอกเหนือจากกำลังซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เติบโตไม่มากนัก
ด้านกำลังซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในอนาคต หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอัตราเติบโตจะอยู่ในระดับที่ “ไม่หวือหวา ไม่วูบวาบ” เท่าไรนัก จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ซึ่งความคาดหวังของแต่ละบริษัทที่มีมุมมองสะท้อนต่อตลาด คือ หวังให้มีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเติบโตสูงในอัตราก้าวกระโดด
เมื่อทิศทางของตลาดเริ่มสะท้อนสัญญาณให้เห็นถึงการอิ่มตัว เหล่าบริษัทผู้ผลิตต่างๆ จึงต้องปรับทิศทางและแผนการทำตลาดที่รุนแรงและยากขึ้น จินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า กล่าวว่า ทิศทางการทำตลาดและกิจกรรมต่างๆ หลังจากนี้เป็นต้นไป จะต้อง “เจาะกลุ่ม” ลูกค้าให้ตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่ง 3 กลุ่มหลักที่บริษัทจัดแยกในแต่ละกลุ่ม คือ 1.กลุ่มศิลปะ 2.กลุ่มดนตรี และ 3.กลุ่มกีฬา
หลังจากนั้นจะต้อง “แยกย่อย” ตามประเภทกลุ่มผลิตภัณฑ์และจัดกิจกรรมตามไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะต้องเพิ่มความถี่ในการจัดเพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และรายละเอียดในจัดกิจกรรมเพื่อให้ “ตอบโจทย์ตรงใจ” กลุ่มลูกค้าในแต่ละกลุ่ม
ขณะที่การ “เข้าถึง” ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งอื่นใด เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมการรับสื่อผ่านช่องทางต่างๆ ที่เปลี่ยนไปให้ความสนใจสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่องทางในสื่อออนไลน์ก็มากมายหลากหลายขึ้นทุกวัน ขณะที่กลุ่มคนที่รับสื่อช่องทางอื่นๆ ถูกจัดประเภทเป็นกลุ่มที่ตั้งใจเปิดรับสื่อ
“ทุกวันนี้สื่อออนไลน์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเทียบได้กับสื่อหลักในการทำการตลาด ซึ่งบริษัทเองมีแผนในการเพิ่มสัดส่วนการทำกิจกรรมและทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ให้มากยิ่งขึ้น อาจกล่าวได้ว่าอะไรที่เพิ่มขึ้นมา ทั้งแอพพลิเคชัน หรือช่องทางออนไลน์ใดๆ เราก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม” จินตนา กล่าว
งานนี้คงแข่งขันกันสนุกแน่นอน เมื่อรายใหญ่เริ่มปรับวิธีการทำตลาดด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป เพื่อหวังจะรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่น และมั่นคงต่อแบรนด์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด และเชื่อได้ว่าหลังจากนี้ไปรูปแบบการแข่งขันในตลาดรถจักรยานยนต์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน







