posttoday
"กิตติรัตน์" ไม่ลดเป้าส่งออก 9%

"กิตติรัตน์" ไม่ลดเป้าส่งออก 9%

18 เมษายน 2556

ค่าเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลกับการส่งออกของไทยที่จะหดตัวลง โดยค่าเงินบาทเมื่อวานนี้วิ่งขึ้นลงอยู่ที่ระดับ 28.93-28.96 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ค่าเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลกับการส่งออกของไทยที่จะหดตัวลง โดยค่าเงินบาทเมื่อวานนี้วิ่งขึ้นลงอยู่ที่ระดับ 28.93-28.96 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินยังผันผวนนั้น นักลงทุนให้ความสำคัญกับการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม จี20 ซึ่งเตรียมพิจารณาข้อเสนอลดหนี้สาธารณะในระยะยาวให้เหลือต่ำกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งจะต้องติดตามผลการประชุมว่าจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดี แม้ค่าเงินยังมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น จนกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงไปแล้ว แต่กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยังยืนยันว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐและยุโรป การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง แต่จะพยายามผลักดันให้การส่งออกของไทยเติบโตตามเป้าหมายที่ 9%

“เมื่อพูดถึงการส่งออกก็ต้องหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยน ความสามารถการแข่งขัน หากว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากและแข็งค่าเร็วนัก เราคงพอประคับประคองการส่งออกได้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พยายามทำงานหนัก และบอกว่าจะพยายามทำให้ถึงเป้าที่ 9%” กิตติรัตน์ กล่าว

ส่วนการบริหารจัดการเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น กิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลจะทำงานอย่างจริงจังใน 3 ประเด็น คือ เร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน และการอุปโภคบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ และสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้มีอย่างต่อเนื่อง

“เราจะบริหารจัดการเศรษฐกิจ จัดเก็บรายได้ให้เพียงพอ เหมาะสม ทำให้การกระจายรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยเติบโตดีขึ้น ดูแลไม่ให้มีการว่างงาน การสร้างบรรยากาศการเมืองและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้เอกชน ส่วนความผันผวนของเศรษฐกิจโลกนั้น ก็ผันผวนอย่างนี้มาตลอด” กิตติรัตน์ กล่าว

กิตติรัตน์ กล่าวถึงเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรก ที่ขยายตัว 7.7% ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2555 ที่ขยายตัว 7.9% ว่า เศรษฐกิจจีนเพียงแต่เติบโตช้าลง และน่าจะเป็นความตั้งใจของจีนด้วย เพราะเศรษฐกิจจีนเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่สูงมาพอสมควรนาน 2 ทศวรรษ ซึ่งฐานจีดีพีที่ใหญ่มาก การเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูง 7% ถือว่าดีมาก

“จีนเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกมาก และมีคู่ค้าสำคัญคือ ยุโรป การชะลอลงในระดับนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจและเข้าใจได้ เราเองในฐานะคู่ค้ากับจีน การที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวในระดับนี้ถือว่าสูงกว่าอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกระเทือนกับเศรษฐกิจของเรามากนัก” กิตติรัตน์ กล่าว

ส่วนกรณีธนาคารกลางสหรัฐอาจถอนมาตรการคิวอี 3 ก่อนกำหนด และวิกฤตการเงินของไซปรัสนั้น กิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่โลกต้องติดตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องทุกเรื่องจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนั้นการเครียดหรือไปกังวลกับทุกเรื่อง คงไม่ใช่เรื่องที่สมควร แต่หากพิจารณาปัจจัยที่กระทบกับไทยคงเป็นเรื่องส่งออก

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การที่สหรัฐถอนมาตรการคิวอีก่อนกำหนด แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น และหากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวสหรัฐก็เป็นผู้ซื้อที่ดีของไทย ส่วนทิศทางเศรษฐกิจยุโรปคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการหาความลงตัว ซึ่งการแก้ไขยุโรปในภาพรวมต้องติดตาม ส่วนปัญหารายประเทศนั้นเชื่อว่าอียูคงดูแลกันได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค