
กทม.ป่วนสายสีเขียวไม่เลิก
ไม่ให้พื้นที่สนง.เขตบางเขน หมอชิตสะพานใหม่ช้าอีกปี
โพสต์ทูเดย์
— กทม.เล่นแง่ ไม่มอบพื้นที่สำนักงานเขตบางเขนให้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ทำ สนข.ต้องทำเส้นทางใหม่ ช้าไปอีก 12 ปีแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจาก กรุงเทพมหานครแล้วว่า จะไม่มอบพื้นที่บริเวณสำนักงานเขตบางเขนให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อจัดทำอาคารจอดรถแล้วจร สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิตสะพานใหม่ โดยให้เหตุผลว่าต้องการที่จะใช้พื้นที่ในการปรับปรุงเขตใหม่
ทั้งนี้ ทำให้คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.ก็มีมติให้ สนข.ไปปรับเปลี่ยนเส้นทางตามความเหมาะสมใหม่ เป็นเหตุให้โครงการนี้ต้องล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 12 ปี
“
แนวทางที่สนข. คิดไว้คือ 1.การใช้ที่ดินของวัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่มีทางเป็นไปได้ และแนวทางที่ 2 คือ การย้ายสถานีบริเวณสำนักงานเขตบางเขนออกไป โดยให้สถานีไปอยู่ใกล้กับบริเวณประตูทางเข้าวัดพระศรีฯประตูที่ 1 แทน ซึ่งส่วนนี้จะต้องกินเลนพื้นที่ถนนของกรมทางหลวงไปส่วนหนึ่ง“
สนข.ต้องออกแบบใหม่และต้องทำประชาพิจารณ์ และที่สำคัญที่สุดคือจะต้องศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ด้วย ซึ่งจะกินเวลาในแต่ละกระบวนการ กระบวนการละ 6 เดือน” แหล่งข่าวเปิดเผยอย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันที่ 8 เม.ย.นี้ สนข. หารือเรื่องดังกล่าว โดยให้ คจร.เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร และต้องเสนอ ครม.ใหม่อีกครั้ง เพราะเหมือนกับเป็นโครงการใหม่ ขณะเดียวกันหากเดินทางตามแนวทางที่ สนข.นำเสนอส่วนท้ายก็จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าครม.ให้ครม.อนุมัติด้วย เพราะเหมือนกับเป็นโครงการใหม่ ที่ต้องจ้างที่ปรึกษาออกแบบและประกวดราคาใหม่
สำหรับแผนงานเดิม รฟม.จะเปิดประกวดราคาสายสีเขียว ช่วงหมอชิตสะพานใหม่ ภายในปี 2553 นี้ แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นคงต้องเลื่อนออกไป ซึ่งคิดว่า กทม.น่าจะมองภาพรวมให้มากกว่านี้ เพราะเป็นผลประโยชน์ของคน กทม.ทั้งสิ้น อีกทั้งยังเสียประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินของตัวเอง เพราะทาง รฟม.จะต้องเป็นผู้ก่อสร้างอาคารใหม่ให้กับสำนักงานเขตบางเขน
นอกจากนี้ รฟม.ต้องเลื่อนการเจรจาเรื่องการบริหารการเดินรถใหม่ จากเดิมที่จะให้กรุงเทพมหานครเข้าร่วมด้วย ขณะเดียวกันในส่วนของการเชื่อมต่อระหว่างรถสายสีเขียวกับสายสีชมพู ก็จะลำบากมากขึ้น เพราะผู้ใช้บริการจะต้องเดินไกลขึ้น จากเดิมที่จะเดินเพียง 200300 เมตร แต่เมื่อเลื่อนแนวสถานีก็จะทำให้ระยะห่างระหว่างรถไฟฟ้าสองเส้นนี้ห่างกันถึง 1 กม. ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้บริโภค
ขณะเดียวกันหากรัฐบาลต้องการมอบโครงการนี้ กทม.ไปดำเนินการก่อสร้างเองก็ได้ เพราะ กทม.น่าจะเต็มใจจะใช้พื้นที่ของตัวเอง ซึ่งโครงการอาจไม่ล่าช้าแต่ก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ตั๋วร่วมด้วย เนื่องจากทางผู้ถือหุ้นบีทีเอสจะยังคงให้คิดค่าแรกเข้าสำหรับการเปลี่ยนระบบรถ แต่หากให้ รฟม.ดำเนินการเองนั้น จะไม่มีค่าแรกเข้าจากการเปลี่ยนระบบรถไฟฟ้า







