
ที่อยู่ของคนวัยเกษียณโอกาสและความท้าทาย
ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ดิฉันเชื่อว่าคงจะมีคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัว บางท่านก็อาจเดินทางกลับบ้านเพื่อไปกราบไหว้บิดามารดา รดน้ำขอพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งถือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน และเป็นบุคคลที่มีคุณค่า เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ และประสบการณ์ สามารถที่จะช่วยเหลือครอบครัวตามกำลังของท่าน รวมถึงให้คำแนะนำปรึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการทำงาน การดำเนินชีวิต ครอบครัว สังคม และอื่นๆ
ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ดิฉันเชื่อว่าคงจะมีคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัว บางท่านก็อาจเดินทางกลับบ้านเพื่อไปกราบไหว้บิดามารดา รดน้ำขอพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งถือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน และเป็นบุคคลที่มีคุณค่า เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ และประสบการณ์ สามารถที่จะช่วยเหลือครอบครัวตามกำลังของท่าน รวมถึงให้คำแนะนำปรึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการทำงาน การดำเนินชีวิต ครอบครัว สังคม และอื่นๆ
ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมที่เรียกว่า สังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) โดยในปี 2554 เรามีจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% ของประชากรทั้งประเทศ และในระยะเวลาอีก 18 ปีข้างหน้าเราจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านคน หรือคิดเป็น 25% ของประชากรทั้งประเทศเลยทีเดียว กล่าวคือ ในประชากรทุกๆ 4 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน
ซึ่งเมื่อเราดูจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ตามเพศ และอายุ ด้วยพีระมิดประชากร ในช่วงระหว่างปี 25132593 เป็นสิ่งยืนยันถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ โดยฐานพีระมิดที่แสดงถึงกลุ่มประชากรในช่วงวัยเด็กมีแนวโน้มแคบลง ในขณะที่ยอดพีระมิดที่แสดงถึงกลุ่มประชากรผู้สูงอายุขยายกว้างขึ้น โดยในปี 2563 จะเป็นปีแรกที่มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าประชากรในวัยเด็ก อันเป็นผลจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของอัตราเจริญพันธุ์ และอัตราการตายของประชากรไทยนั่นเองค่ะ
และเมื่อโครงสร้างของประชากรเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีประชากรผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประชากรวัยทำงานที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุกำลังลดน้อยลง หากประเทศไทยไม่สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที สังคมผู้สูงอายุก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ ตามมา เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นวัยที่พึ่งพาตนเองได้น้อยลง ไม่มีรายได้เหมือนในวัยหนุ่มสาว รวมถึงมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายไม่ว่าทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บหรืออุบัติเหตุต่างๆ
โดยอุบัติเหตุของผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายในบ้านของเราเองนี่แหละค่ะ เพราะการหกล้มเบาๆ เพียงครั้งเดียวอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้กระดูกหักได้ ดังนั้น บ้านสำหรับผู้สูงอายุหรือที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ จึงมีความแตกต่างจากบ้านโดยทั่วไป ซึ่งควรมีการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพของผู้สูงอายุ ที่มีความเสื่อมถอยของร่างกายตามธรรมชาติ เช่น พื้นห้องน้ำควรเป็นระดับเดียวกัน ไม่มีธรณีประตูหรือพื้นต่างระดับ วัสดุที่ใช้ปูพื้นต้องไม่ลื่น ควรมีโถนั่งหรือชักโครก มีที่นั่งสำหรับอาบน้ำ หรือมีราวจับเพื่อช่วยพยุงตัว ก๊อกน้ำก็ควรเป็นแบบคันโยก ให้ใช้มือดึงหรือดันเพื่อเปิดปิดน้ำ
บันไดเองก็ควรมีราวจับทั้งสองด้าน แต่ละขั้นมีความสูงไม่เกิน 15 ซม. มีความลึกมากกว่า 30 ซม. และใส่ยางกันลื่นบริเวณขอบบันได ในห้องหรือทางเดินควรมีสวิตช์ฉุกเฉินเป็นระยะ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ ก็ควรมีความสูงที่พอเหมาะ สามารถจัดวางสิ่งของได้ในระดับที่ไม่ต้องเขย่งขา หรือต่ำจนต้องก้มหรือคุกเข่าเพื่อหยิบของ เป็นต้น
นอกจากการออกแบบบ้านที่กล่าวมาแล้ว กิจกรรมเองก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขในการดำเนินชีวิต มีส่วนช่วยพัฒนาร่างกายให้สมวัย สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย ซึ่งจากการศึกษาผู้สูงอายุจำนวน 7,200 คน เป็นเวลา 10 ปี ของ เบอร์กแมน พบว่าผู้สูงอายุที่แยกตัวออกจากสังคมจะมีอัตราการตายสูงกว่าผู้ที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมถึง 2.5 เท่า ดังนั้นภายในชุมชนนั้นๆ จึงควรจัดให้มีกิจกรรมที่ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้สูงอายุด้วยกันเอง หรือกับบุคคลภายนอกก็จะเป็นผลดีอย่างยิ่ง
จากการขยายตัวของประชากรผู้สูงอายุนี้เอง จึงทำให้เกิดแนวโน้มในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้สูงอายุ โดยคุณผู้อ่านจะเห็นว่ามีภาคเอกชนบางกลุ่มเริ่มลงทุนพัฒนาที่ดินในรูปแบบที่อยู่อาศัยเจาะตลาดผู้สูงอายุมากขึ้น รวมถึงมีความเคลื่อนไหวของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นการเคหะแห่งชาติ หรือกรุงเทพมหานครที่ลงทุนพัฒนาโครงการเพื่อผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ประกอบการด้านวัสดุตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์เอง ก็หันมาให้ความสนใจผลิตสินค้าเพื่อรองรับตลาดกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน
นับว่าเป็นโอกาสที่ดีของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะกลุ่มตลาดผู้สูงอายุ จะเป็นตลาดที่ใหญ่มากในอนาคต มีกำลังซื้อที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ไม่อาจมองข้าม แต่ขณะเดียวกันก็นับว่าเป็นความท้าทายที่ต้องศึกษาให้ดีค่ะ ซึ่งผลตอบรับจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการนั้นๆ มีความเข้าใจผู้สูงอายุมากน้อยเพียงใดกับการซื้อที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่บ้านหลังที่สอง แต่จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายในชีวิต







