
ยังไม่ซื้อCPF-GFPT
โดย...บล.เอเซีย พลัส
โดย...บล.เอเซีย พลัส
สถานการณ์ไข้หวัดนกระบาดในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียเริ่มอยู่ในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังมากขึ้น แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำที่จะแพร่เข้าสู่ไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเริ่มมีความกังวลว่าแนวโน้มการเปิดตลาดไก่สดแช่แข็งจากญี่ปุ่นอาจจะต้องเลื่อนออกไป จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดตลาดได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ความกังวลถือเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงไก่ในประเทศไทย ได้แก่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และบริษัท จีเอฟพีที (GFPT) แม้ว่าฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ ซื้อสำหรับทั้งสองตัวแต่เชื่อว่าความกังวลเรื่องนี้จะกดดันต่อราคาหุ้นในช่วงสั้นๆ
นอกจากนี้ CPF ยังมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติมจากธุรกิจกุ้งที่ไม่ฟื้นตัว จากผลกระทบของโรคระบาด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มคลี่คลายในช่วงครึ่งปีหลัง จึงเชื่อว่าราคาหุ้นทั้งสองจะเคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาดไปต่อเนื่อง หากสถานการณ์ไข้หวัดนกยังไม่คลี่คลาย
หากสถานการณ์ไข้หวัดนกในภูมิภาคยังไม่คลี่คลาย แม้ว่าฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมผลบวกดังกล่าวไว้ในประมาณการ แต่ก็ทำให้โอกาสปรับขึ้นประมาณการผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของทั้ง CPF และ GFPT ลดลงไปมาก
เนื่องจากโรคระบาดในจีนถือเป็นปัจจัยกดดันต่อธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ของ CPF ที่อยู่ในจีน (สัดส่วน 28% ของรายได้รวม หลักๆ แบ่งเป็นธุรกิจผลิตอาหารสัตว์สำหรับสุกร 13% และผลิตอาหารสัตว์สำหรับไก่ 10% ของรายได้รวม) เนื่องจากแนวโน้มการบริโภคไก่ของประชาชนจีนที่ชะลอตัวลงมาก บวกกับหน่วยงานภาครัฐมีมาตรการกำจัดสัตว์ปีกบางส่วน เพื่อยับยั้งการระบาดไข้หวัดนก ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการใช้อาหารสัตว์บกที่ลดลง
หากประเมินกรณีเลวร้ายที่สุด ภายใต้สมมติฐานที่ให้ตัดรายได้จากอาหารสัตว์สำหรับไก่ในจีนในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2556 ก็ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิลดลง 7% จากเดิม และมูลค่าพื้นฐานของ CPF ในปี 2556 ปรับตัวลดลงมาที่ 35 บาท ซึ่งได้สะท้อนที่ราคาหุ้นในปัจจุบันแล้ว ในขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยของ CPF และ GFPT ยังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้
สำหรับประเด็นเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทแข็ง คาดว่ามีผลกระทบจำกัดต่อ CPF และ GFPT แม้ว่ารายได้บางส่วนมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ และมีรับรู้เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ แต่เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ กากถั่วเหลือง รวมถึงพ่อแม่พันธุ์ไก่จากต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับรายได้ในรูปสกุลเงินต่างประเทศ จึงทำให้มีลักษณะป้องกันความเสี่ยงจากธรรมชาติ (Natural Hedging)







