
ธปท.ส่งสัญญาณคุมหนี้ครัวเรือน
ธปท.ส่งสัญญาณคุมหนี้ครัวเรือน ฟองสบู่อสังหาฯ หากสินเชื่อและราคาเร่งตัวต่อเนื่อง จนก่ออันตรายเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ธปท.ส่งสัญญาณคุมหนี้ครัวเรือน ฟองสบู่อสังหาฯ หากสินเชื่อและราคาเร่งตัวต่อเนื่อง จนก่ออันตรายเสถียรภาพเศรษฐกิจ
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เปิดเผยว่า กนง.มีความเป็นห่วงเรื่องภาวะการเงินและสภาพคล่องในระบบที่มีจำนวนมาก ขณะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เอื้อให้เกิดการกู้ยืมและการใช้จ่ายที่มากขึ้น รวมทั้งยังทำให้คนหันมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม จนราคาสินทรัพย์ต่างๆ ปรับสูงขึ้น
นอกจากนี้ระดับหนี้ครัวเรือนก็ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในตลาดสินทรัพย์เหล่านี้ สูงขึ้นจนเป็นอัตราต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ทาง ธปท. ก็มีความจำเป็นที่ต้องนำมาตรการมาใช้ดูแลอย่างเหมาะสม
“ถ้าแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อต่อจีดีพี และระดับหนี้ครัวเรือน ยังทรงตัวในระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องกังวลมากขึ้น ขณะนี้เรายังวางใจไม่ได้ แม้ตัวเลขสินเชื่อรวมจะเริ่มชะลอลงมาบ้างจากระดับ 15% มาอยู่ที่ 14% แต่ กนง. ก็ยังต้องติดตามดู และก็พร้อมที่จะมีมาตรการที่เหมาะสม หากประเมินว่ามีความจำเป็น”นายไพบูลย์กล่าว
สำหรับมาตรการที่จะนำมาใช้หากเห็นว่าการเติบโตของหนี้ครัวเรือนและราคาสินทรัพย์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นมาตรการประเภทไหน เพราะต้องดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเหตุการณ์ด้วย แต่ยืนยันว่า ธปท. มีเครื่องมือต่างๆ ครบไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในด้านการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงการกำกับดูแลผ่านสถาบันการเงิน
“คงต้องขึ้นกับปัญหาว่าคืออะไร แต่ละปัญหาใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน ต้องเลือกใช้ให้ตรงจุดไม่สร้างผลข้างเคียง เราพยามแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่สุด”นายไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตามในส่วนของการส่งออกนั้น ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.5% จากเดิมซึ่งเคยประเมินไว้ที่ 9% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ ประกอบกับตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกที่ผ่านมา ออกมาต่ำกว่าที่ธปท.คาดการณ์เอาไว้ด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในส่วนของเงินเฟ้อนั้น ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอาจชะลอตัวลงบ้างจากราคาอาหารสดที่ปรับลดลง แต่ในระยะต่อไปเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าติดตาม เพราะมีโอกาสเร่งตัวขึ้นมาได้เช่นกัน อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้นทำให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าได้ ประกอบกับปัญหาการตึงตัวของแรงงาน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระไปยังราคาสินค้า
นอกจากนี้ราคาน้ำมันในระยะต่อไปก็มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้น โดยธปท.ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบเพิ่มเป็น 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ กนง. ประเมินไว้ในปีนี้ได้ปรับลดลงเล็กน้อย จากระดับ 2.8% มาอยู่ที่ 2.7% ในปีนี้ ส่วนในปีหน้าปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.7% จากเดิมที่ประเมินไว้ 2.6%
นายไพบูลย์ กล่าวยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นระดับที่เอื้อต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามคงไม่สามารถบอกได้ว่า ดอกเบี้ยในระดับนี้ เป็นระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไปตลอดหรือไม่ เพราะต้องขึ้นกับปัจจัยเศรษฐกิจใหม่ที่เข้ามา ซึ่งโดยปกติทาง กนง.ก็จะหยิบขึ้นมาใช้ในการพิจารณา
นายไพบูลย์ยังกล่าวอีกว่า กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้า มีแนวโน้มขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมเล็กน้อย จากแรงส่งที่ดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วที่จีดีพีขยายตัวสูงถึง 18.9% และทั้งปีที่แล้วที่โตถึง 6.4% และยังมีแรงกระตุ้นจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้น จากรายจ่ายในงบประมาณที่สูงขึ้นและความชัดเจนของโครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 2 ปีแรกประมาณ 40% ของแผนการลงทุนเบื้องต้นในแต่ละปี
ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า อาทิ มาตรการด้านการเงินการคลังของญี่ปุ่นที่ชัดเจนขึ้นช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชน เช่นเดียวกันเศรษฐกิจจีนและเอเซียมีแนวโน้มขยายตัวดี จากอุปสงค์ในประเทศที่เข้มแข็งและการส่งออกของประเทศในภูมิภาคนี้มีสัญญาณปรับดีขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ยุโรปจะยังคงอ่อนแอร์ ด้านการส่งออกของไทยในระยะต่อไปคาดว่าจะค่อยๆฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติได้ ทำให้กนง.คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากและเร็วกว่าเดิมสนับสนุนให้เศรษฐกิจโตได้ต่อเนื่อง
ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท.กล่าวอีกว่า เสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงินไทย แม้จะมีปัจจัยหนุนด้านบวกมากกว่าด้านลบ ทำให้มีแนวโน้มเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงด้าน 1.ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายจูงใจให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ฯ
2.หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่องอาจกระทบความสามารถของครัวเรือนในการรับแรงกระทบจากวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสิ้นปี 2554 หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วน 70.5% ต่อจีดีพี ในไตรมาส 3 ปี 2555 มีสัดส่วน 73%ต่อจีดีพี ส่วนไตรมาส 4 ปี 2555ข้อมูลหนี้ยังไม่ออกมาแต่แนวโน้มเพิ่มขึ้น
3.เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วที่สร้างความผันผวนให้อัตราแลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิดพอสมควร และการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วก็ยอมรับว่ากระทบต่อการเติบโตของภาคส่งออกของไทยด้วย แต่ผลการศึกษายังพบว่า ภาวะเศรษฐกิจคู่ค้ามีผลมากกว่าค่าเงิน โดยปีนี้คาดว่าส่งออกจะโต 7.2% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 8%
นอกจากนี้ กนง.ยังได้คาดการณ์ประมาณทางเศรษฐกิจดังนี้ 1.การบริโภคภาคเอกชนปีนี้โต 4.7% จากเดิม 4.3% และปีหน้าคาดโต 3.7% จากเดิม 3.5%
2.การลงทุนภาคเอกชนปีนี้โต 7.4% จากเดิม 12.1% และปีหน้าคาดโต 9.4% จากเดิม 9.1%
3.การอุปโภคบริโภคภาครัฐปีนี้โต 4.5% จาก 2.2% และปีหน้าโต 4.1% จากเดิม 6.9%
4.การลงทุนภาครัฐปีนี้โต 22.3% จากเดิม 17.1% และปีหน้าโต 6.9% จากเดิม 7.3%
5.ปริมาณการส่งอออกสินค้าและบริการปีนี้โต 7.2% จากเดิม 8% และปีหน้าโต 9.3% จากเดิม 8.7%
6.ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการปันี้โต 9.2% จากเดิม 10.7% และปีหน้าโต 10.3% เท่าเดิม
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาธนบัตรเงินเยนขาดตลาด กระทั่งประชาชนหาแลกซื้อเงินเยนในตลาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแลกที่เคาน์เตอร์แลกเงินของสาขาธนาคารพาณิชย์ หรือร้านผ่านร้านรับแลกเงินที่เปิดถูกต้องตามกฎมายทั่วไปไม่ได้นั้น ไม่เกี่ยวกับ ธปท.ไม่ปล่อยสภาพคล่องเงินเยนแต่อย่างใด
“เท่าที่ผมเห็นการขาดธนบัตรเงินสดของสกุลเยน น่าจะเป็นเพราะคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะ เนื่องจากค่าเงินเยนต่อเงินบาทอ่อนค่าลงมากถึง 17% ทำให้คนต้องการแลกเงินเยนไปเที่ยวสูงขึ้น ขณะเดียวกันธนบัตรเงินเยนที่เก็บกันไว้ก็มีจำนวนจำกัด ทำให้อาจจะขาดธนบัตรเงินเยนชั่วคราวได้ แต่ไม่น่าห่วง”นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า เชื่อว่าการขาดเงินสดเงินเยนชั่วครวไม่ได้เป็นปัญหากับระบบเศรษฐกิจการเงินของไทย เพราะถึงขาดในบางช่วงภาคธุรกิจเอกชนก็สามารถจัดหาสภาพคล่องเงินเยนมาได้ เพราะการทำธุรกรรมการเงินหรือการหักชำระเงินบาทต่เยน ที่ไม่ต้องใช้เงินสดยังทำธุรกรรมได้ตามปกติ
ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า เงินสดหรือธนบัตรเงินเยนขาดตลาดไม่ได้เป็นปัญหากระทบต่อตลาดการเงิน เพียงแต่ประชาชนผู้ต้องการใช้เงินเยนอาจจะหาซื้อเยนได้ยากขึ้นบ้าง เพราะช่วงนี้เป็นภาวะพิเศษคนต้องการเยนมาก จากการที่คนไทยนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นมาก เนื่องจากมีสถานการณ์ไม่ปกติในเกาหลีเหนือ บวกกับเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์หยุดยาว ทำให้ความต้องการใช้ธนบัตรเยนสูงขึ้น แต่อย่าไรก็ตามธุรกรรมเงินเยนไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด







