
สนิป อิทส์ ทุกปัญหาธุรกิจมาทางออก
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
เป็นที่รู้กันดีว่า “ปัญหา” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อต้องดำเนินธุรกิจ ทว่าในบางครั้ง ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการที่ยังไร้ประสบการณ์รู้สึก “ถอดใจ” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทว่า สำหรับ โจแอนนา เมเซล นักธุรกิจมือใหม่ชาวมะกันเจ้าของร้านทำผมเด็กที่มีชื่อว่า สนิป อิทส์ (Snipits) แล้ว กลับมองว่า “ปัญหา คือ บทเรียนสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ”
จากแนวความคิดนี้ จึงผลักดันให้เมเซล สามารถก้าวข้ามอุปสรรคจากการดำเนินธุรกิจนานัปการได้อย่างมีชั้นเชิง จนในปัจจุบัน สนิป อิทส์ ได้ชื่อว่าเป็นร้านทำผมเด็กที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ที่มีสาขาทั่วประเทศถึง 63 แห่ง แถมยังมีแผนจะเปิดสาขาในประเทศให้ได้ครบ 100 สาขาก่อนเตรียมเปิดแฟรนไชส์ในอังกฤษอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้อีกด้วย
ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของการเปิดธุรกิจใหม่ๆ เมเซล ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่อย่าง การหาช่างทำผมที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เนื่องจากบรรดาช่างทำผมที่มาสมัครในช่วงแรกนั้น หากแม้มีฝีมือดี ทว่าบางครั้งไม่ตรงต่อเวลาและลำบากใจที่จะทำงานกับเด็ก
ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน เมเซล จึงยอมทุ่มเวลาในการคัดคนจนกว่าจะเจอช่างทำผมที่ใช่ เพราะเมเซล คิดว่า การปล่อยให้ลูกค้ารอคิวนาน ยังดีกว่าการให้บริการที่ไร้คุณภาพ
ด้วยวิธีการนี้ จึงทำให้ในปัจจุบัน ทีมงานช่างทำผมของสนิป อิทส์ มีเพียงหยิบมือ ทว่าเต็มไปด้วยคุณภาพ ที่นอกจากจะมีฝีมือการทำผมจนได้ใจของผู้ปกครองแล้ว ยังต่างมีความสุขเมื่อได้อยู่ท่ามกลางเด็กๆ อีกด้วย
“ฉันเคยตั้งเป้าไว้ว่า ต้องการเปิดร้านทำผมเพื่อเอาใจเด็กๆ ทว่าที่สุดแล้ว พ่อแม่ต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินว่า จะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ ดังนั้น ช่างทำผมจึงถือเป็นหัวใจของร้าน ฉันจึงคัดเลือกและดูแลทีมงานช่างทำผมอย่างดี” เมเซล กล่าว
และแม้หลังจากนั้นสนิป อิทส์ เริ่มออกตัวได้สวย จนมีลูกค้าแวะเวียนสัปดาห์ละ 1,000 คน ทว่าสนิป อิทส์ ยังคงขาดทุนอย่างหนัก เพราะเมเซล ซึ่งยังเป็นผู้ประกอบการมือใหม่ กำหนดค่าบริการเองโดยไม่ได้คำนวณถึงต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้ค่าบริการ 9.95 เหรียญสหรัฐต่อครั้ง ถือเป็นระดับค่าบริการที่ไม่คุ้มทุน และด้วยความไร้ประสบการณ์ทำให้ เมเซล ไม่กล้าที่จะปรับขึ้นราคา เนื่องจากกังวลว่าอาจทำให้ลูกค้าหดหายลงไปได้
แต่แล้ว เมื่อเมเซลได้ลองศึกษา และคำนวณต้นทุนโดยละเอียด ทำให้ตัดสินใจปรับราคาค่าบริการขึ้นอยู่ที่ 11.95 เหรียญสหรัฐ และก็ผิดคาดเมื่อไม่มีลูกค้ารายใดบ่นถึงการปรับราคาขึ้นเลย แถมยังแสดงความเห็นว่า ราคาดังกล่าวเป็นระดับค่าบริการที่เหมาะสม เพราะร้านสนิป อิทส์ ไม่เพียงแต่ให้บริการทำผมที่มีคุณภาพแล้ว เด็กๆ ยังได้ประสบการณ์ที่ดีจากการได้ทำกิจกรรมอันหลากหลายภายในร้านอีกด้วย
แม้ว่าในปัจจุบัน ค่าบริการของร้านจะปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ โดยมีราคาอยู่ที่ 2025 เหรียญสหรัฐ ทว่าเมเซล ก็ไม่ลืมเพิ่ม “กิมมิก” ของบริการควบคู่กันไป เช่นการออกโปรโมชัน ส่วนลด หรือการจับสลากแลกของขวัญสำหรับลูกค้าขาประจำ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า โดยเมื่อปี 2554 สนิป อิทส์ กวาดรายได้ถึง 18 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
ในขณะที่ธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เมเซลก็ต้องเจอกับปัญหาใหญ่ต่อมา ภายหลังการเปิดแฟรนไชส์ร้านแรกที่นิวเม็กซิโกเมื่อปี 2546 ขาดทุนอีกครั้ง เนื่องจากเมเซล ยังขาดความชำนาญเรื่องการขยายแฟรนไชส์ จนต้องสั่งปิดร้านสาขาแรกลงโดยปริยาย
ทว่าความล้มเหลวในครั้งนั้น ทำให้ทัศนคติในการทำธุรกิจของเมเซลเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยทำให้เมเซล เลือกที่จะเตือนผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์สนิป อิทส์ ไว้ล่วงหน้าเลยว่า การเปิดธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัย “ใจ” ในการฝ่าฟันอุปสรรคล้วนๆ
“ฉันบอกกับผู้ที่สนใจเปิดแฟรนไชส์ไปตรงๆ เลยว่า ธุรกิจร้านทำผมเด็กเป็นงานหนัก เหนื่อย และแย่งเวลาส่วนตัวของเราไปจนหมด เพราะต้องเจอกับปัญหาสารพัดอย่าง ทว่า หากคุณตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด คุณก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่าเช่นกัน” เมเซล กล่าวทิ้งท้าย







