posttoday
ลุ้นรัฐขยับราคาแอลพีจีแค่ซื้อเวลาหรือทำจริง?

ลุ้นรัฐขยับราคาแอลพีจีแค่ซื้อเวลาหรือทำจริง?

11 เมษายน 2556

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

ความพยายามของภาครัฐกับการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้สะท้อนต้นทุนราคาที่แท้จริง หลังจากที่ใช้นโยบายการอุดหนุนราคามาหลายปี เริ่มมีความเป็นไปได้ขึ้นมาบ้าง ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน หลังจากที่ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ออกมาประกาศเดินหน้าปรับราคาอย่างชัดเจน

แม้ล่าสุดมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะยืดระยะเวลาการตรึงราคาแอลพีจีออกไปอีก 2 เดือน จากเดือน มี.ค.ไปสิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค. 2556 แต่ก็เพื่อรอการจัดทำมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อยให้แล้วเสร็จ เพราะเกรงว่า หากปรับขึ้นราคาแอลพีจีเมื่อใด จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังราคาสินค้าประเภทอาหารและค่าครองชีพของประชาชน แต่ก็คาดกันว่าจะสามารถทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีได้ในเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ต้องปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี ถูกตั้งคำถามออกมาต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการใช้นโยบายอุดหนุนราคาแอลพีจีโดยตรึงราคาไว้ที่หน้าโรงกลั่น 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่ราคาแอลพีจีตลาดโลกปรับสูงขึ้นไปถึง 800900 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนของราคาขายปลีกในประเทศที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง และสร้างความแตกต่างของราคาแอลพีจีแต่ละประเภทมากเกินไป จนเกิดการลักลอบใช้แอลพีจีผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์ เพราะการตรึงราคาแอลพีจีก็เพื่อช่วยลดภาระให้กับผู้ใช้ในภาคครัวเรือนเท่านั้น

ในข้อเท็จจริง การควบคุมราคาแอลพีจีให้มีราคาที่ต่ำกว่าราคาเชื้อเพลิงชนิดอื่น นอกจากเพื่อสนับสนุนภาคครัวเรือนแล้ว ยังทำให้เกิดการใช้ในภาคขนส่งมากขึ้น ถ้ามองในมุมของภาคประชาชนไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะถือเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก แต่หากจะผิดก็ตรงนโยบายของรัฐ ไม่กำหนดกรอบระยะเวลาของการตรึงราคาให้ชัดเจน ซื้อเวลาปล่อยให้เกิดปัญหาสะสมมายาวนาน

ทั้งนี้ที่สำคัญต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเข้าไปดูแลราคาแอลพีจีมียอดสะสมกว่า 1.3 แสนล้านบาท และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 1.2 หมื่นล้านบาท

เพราะนอกจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปชดเชยราคาส่วนต่างที่ตรึงไว้หน้าโรงกลั่นแล้ว ยังต้องจ่ายการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ เดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการใช้แอลพีจีมีการขยายตัวต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกแอลพีจีกลับต้องกลายเป็นผู้นำเข้าแอลพีจีตั้งแต่ปี 2551 เฉลี่ยเดือนละ 1.3 แสนตัน

ปัจจุบันแอลพีจีที่จำหน่ายในไทยมีด้วยกัน 3 ราคา แยกตามประเภทการใช้ ได้แก่ ครัวเรือนราคาอยู่ที่ 18.13 บาท/กก. ขนส่งราคาอยู่ที่ 21.38 บาท/กก. อุตสาหกรรม ราคาอยู่ที่ 30.13 บาท/กก. และปิโตรเคมีราคาอยู่ที่ 24.93 บาท/กก.

ตามแผนการปรับขึ้นราคาแอลพีจี กำหนดให้ในช่วงแรกจะต้องปรับขึ้น 6 บาท/กก. ในลักษณะทยอยปรับราคาครั้งละ 50 สต./กก. ส่วนระยะเวลาการปรับราคายังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาให้รอบคอบ มีทั้งปรับรายเดือน หรือรายไตรมาส ขณะเดียวกันจะมีมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อย ในกลุ่มของหาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย/เดือน และครัวที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมกันแล้วมีจำนวนไม่เกิน 8 ล้านราย

ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีได้จริง ก็จะช่วยลดภาระการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯ ในความคาดหวังในการลดภาระกองทุนน้ำมันฯจากการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี ไม่ใช่เพียงเฉพาะการลดอุดหนุนราคาแอลพีจีและสามารถลดการนำเข้าแอลพีจีรวมทั้งในระยะยาว เมื่อกองทุนน้ำมันฯ มีสถานะดีขึ้น ความจำเป็นในการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากน้ำมันแต่ละชนิดก็สามารถปรับลดลงได้ และจะทำให้โครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันมีความยืดหยุ่น มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะถูกลง เนื่องจากน้ำมันที่จำหน่ายแต่ละลิตรมีสัดส่วนของภาษีและเงินกองทุนน้ำมันฯ อยู่ถึง4050% ของราคาน้ำมันถือเป็นสัดส่วนที่สูง

จากนี้ไปคงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลจะกล้าเดินหน้าการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะต้องมองปัจจัยแวดล้อมประกอบการตัดสินให้ชัดเจน แต่หากไม่ปรับราคาก็เชื่อว่าปัญหาหนี้สะสมของกองทุนน้ำมันฯก็คงยังวนเวียนอยู่อย่างนี้ต่อไป

มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีในช่วงแรกกระทรวงพลังงานคงดำเนินการได้เฉพาะปรับราคาภาคขนส่งเท่านั้น ส่วนแอลพีจีครัวเรือนเชื่อว่าตรึงราคาต่อและซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพราะจะกระทบกับภาคประชาชนในภาพรวม ส่วนจะทำให้เกิดปัญหาการลักลอบการใช้แอลพีจีผิดประเภทมากขึ้นนั้น เชื่อว่าจากมาตรการที่กรมธุรกิจพลังงานออกมาเข้มงวดกับโรงบรรจุก๊าซและปั๊มแอลพีจี น่าจะช่วยลดปัญหาตรงนี้ไปได้ ซึ่งการปรับราคาภาคขนส่งจะทำให้ปริมาณการใช้ชะลอตัวลงไปบ้าง

สำหรับการปรับขึ้นราคาภาคครัวเรือนแม้จะมีการจัดทำมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้ แต่คงทำไม่ได้เต็มที่นัก เพราะมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนมาก ซึ่งยังเลือกไม่ได้ว่าจะใช้วิธีการแจกคูปองส่วนลดราคา หรือออกบัตรเครดิตพลังงาน ประกอบกับจะต้องแก้ไขกฏหมายของกองทุนน้ำมันฯเพื่อผ่อนผันให้นำเงินกองทุนน้ำมันฯมาใช้ในในการชดเชยราคาครั้งนี้ด้วย ดังนั้นในอนาคตปัญหาหนี้กองทุนน้ำมันฯยังคงเป็นภาระติดลบต่อไปอีกระยะหนึ่งแน่นอน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน