
หุ้นกู้ 100 ปี (ตอน 2)
เจอข่าวหุ้นตกไป แทบจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับหุ้นกู้ไม่ออก เซ็งไปกับตลาดเหมือนกัน
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์
เจอข่าวหุ้นตกไป แทบจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับหุ้นกู้ไม่ออก เซ็งไปกับตลาดเหมือนกัน นี่ยังดีวันที่เขียนต้นฉบับหุ้นก็ปรับขึ้นแล้ว ดีใจก็ดีใจ กลัวก็กลัว เพราะตลาดหุ้นขึ้นลงวันหนึ่งๆเยอะมากจริงๆ คนที่ยังชอบหุ้นอยู่ก็ควรระวังตัว ศึกษาข้อมูลให้มากๆ ส่วนคนที่ไม่ชอบหุ้น หรือต้องการกระจายการลงทุน การลงทุนในตราสารหนี้ ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะครับ ยิ่งช่วงนี้มีหุ้นกู้ของภาคเอกชนออกมามากมาย สำคัญคือ เราจะเลือกซื้อหุ้นกู้อย่างไรดี ครั้งที่แล้ว พูดถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือไปแล้ว มาครั้งนี้เรามาพูดถึงปัจจัยตัวอื่นกันต่อ ครับ
อายุหุ้นกู้
หุ้นกู้ไม่เหมือนเงินฝาก คิดอยากจะถอน ก็ถอนไม่ได้ จะได้เงินต้นคืน ก็ต่อเมื่อครบอายุหุ้นกู้เท่านั้น สมมติถ้าเราซื้อหุ้นกู้อายุ 100 ปี เกิดจำเป็นต้องใช้เงิน จะถอนเงินคืนก็ไม่ได้ ต้องขายออกอย่างเดียว ราคาที่ขายได้อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าต้นทุนที่เราซื้อก็ได้ และเนื่องจากหุ้นกู้ในเมืองไทยส่วนใหญ่จะกำหนดดอกเบี้ยคงที่ เช่น 7% ปี เป็นต้น หมายถึงทุกปีหุ้นกู้จะให้ดอกเบี้ย 7% แต่ดอกเบี้ย 7% ในปีแรก กับปีที่ 100 (กรณีหุ้นกู้อายุยาว 100 ปี) มีค่าไม่เท่ากัน เหมือนเงิน 1 บาทเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซื้อของได้มากกว่าเงิน 1 บาทตอนนี้ตั้งเยอะ)
สรุปง่ายๆ คือ หุ้นกู้อายุยาวจะมีความเสี่ยงของเงินเฟ้อมากกว่าหุ้นกู้ที่อายุสั้น นอกจากนี้หุ้นกู้ที่อายุยาวจะมีความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือมากกว่าหุ้นกู้อายุสั้นด้วย เหตุผล บริษัทที่เราเห็นว่าดีในปีนี้ ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าจะต้องดีตลอดไป ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เราเห็นชัดๆ ก็เช่น Blackberry ที่เคยเป็น Smart phone ยอดฮิต ต้องประสบปัญหาขาดทุนเมื่อ Iphone และSamsung เกิดขึ้น เป็นต้น
ดังนั้น เราควรเลือกหุ้นกู้ที่อายุเหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุนของเราจริงๆ (เงินที่ลงทุนต้องเป็นเงินที่สามารถลงทุนได้ยาวอย่างน้อยเท่ากับอายุหุ้นกู้) หุ้นกู้ที่อายุยาว เราก็ควรได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพราะความเสี่ยงของหุ้นกู้เพิ่มขึ้น และต้องไม่ลืมเอาความเสี่ยงเงินเฟ้อพิจารณาด้วย ปัจจุบันมีหุ้นกู้หรือพันธบัตรรัฐบาลบางตัวที่ออกขายให้ประชาชน แบบดอกเบี้ยจะแปรเปลี่ยนไปตามอัตราเงินเฟ้อ ถ้าเงินเฟ้อสูงก็ให้ดอกเบี้ยมาก เงินเฟ้อต่ำก็ให้ดอกเบี้ยน้อย ก็น่าสนใจเช่นกัน
(ติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า)
สิทธิที่มากับหุ้นกู้
เราจะเห็นหุ้นกู้หลายตัวมิสิทธิที่พ่วงมากับหุ้นกู้ต่างๆนาๆ เช่น สิทธิในการซื้อคืน สิทธิในการขายคืน สิทธิในการเปลี่ยนหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ ฯลฯ ก่อนซื้อเราจึงต้องเข้าใจสิทธิต่างๆที่พ่วงมานี้ว่าคืออะไร กระทบเราในฐานะผู้ซื้อหุ้นกู้อย่างไร อย่างเช่น สิทธิในการซื้อคืน (call option) คือสิทธิที่ให้กับผู้ออกในการซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนด ซึ่งผู้ออกจะใช้สิทธิต่อเมื่อตัวเองได้ประโยชน์ เช่น ธนาคาร A ออกหุ้นกู้ที่มี call option ให้ดอกเบี้ย 7%/ปี แสดงว่าต้นทุนของธนาคาร A อยู่ที่ 7%/ปี ถ้าดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลงจนธนาคาร A สามารถระดมเงินได้ที่ดอกเบี้ย 1%/ปี ธนาคาร A ก็จะใช้สิทธิ call option ซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด จะได้ลดต้นทุนจากดอกเบี้ย 7% เหลือ 1%/ปี ถ้าผู้ออกได้ประโยชน์ เราในฐานะผู้ซื้อก็จะเสียประโยชน์ เพราะแทนที่จะได้กินดอกเบี้ย 7%/ปี กลับต้องได้รับเงินต้นคืน (อย่างไม่เต็มใจ) เมื่อมาฝากต่อในตลาดก็จะได้ดอกเบี้ยแค่ 1%/ปีเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆเจอหุ้นกู้ที่พ่วงสิทธิที่ให้คนออกซื้อคืนหุ้นกู้ได้ก่อนกำหนดแบบนี้ ดอกเบี้ยที่หุ้นกู้แบบนี้จะให้ต้องมากกว่าหุ้นกู้ปกตินะครับ (ก็เราเจอความเสี่ยงมากขึ้นนี่ครับ)
ในทำนองกลับกัน ถ้าเป็นหุ้นกู้ที่พ่วงสิทธิที่ให้ผู้ถือขายคืนหุ้นกู้ได้ก่อนครบอายุ ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้ถือ เพราะผู้ถือหุ้นกู้ ก็จะใช้สิทธิขายคืนหุ้นกู้เพื่อเอาเงินต้นคืน ถ้าดอกเบี้ยในตลาดสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้ เช่น ถ้าหุ้นกู้ที่พ่วงสิทธิที่ให้ผู้ถือขายคืนหุ้นกู้ได้ก่อนครบอายุ ให้ดอกเบี้ย 3%/ปี เกิดดอกเบี้ยในตลาดปรับเพิ่มเป็น 7%/ปี คนที่ถือหุ้นกู้ตัวนี้อยู่ก็จะใช้สิทธิขายคืนหุ้นกู้เพื่อเอาเงินคืนไปกินดอกเบี้ยที่สูงกว่า ดังนั้นหุ้นกู้แบบนี้ ดอกเบี้ยที่ผู้ถือได้รับมักจะน้อยกว่าหุ้นกู้ปกติ
แต่หุ้นกู้อีกอย่างที่นิยมออกกันมากเลย โดยเฉพาะพวกธนาคารพาณิชย์ คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ชื่อก็บอกแล้วว่าหุ้นกู้แบบนี้คนถือมีสิทธิด้อยกว่าคนที่ถือหุ้นกู้ปกติ สิทธิที่ด้อยกว่าก็คือ ถ้าคนออกหุ้นกู้เกิดมีปัญหาต้องเลิกกิจการ คนที่ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระคืนหนี้หลังจากที่คนออกจ่ายคืนหนี้ให้กับคนถือหุ้นกู้ปกติเรียบร้อยก่อนแล้ว เช่นกันครับ ถ้าเราเจอหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ดอกเบี้ยที่เราจะได้ก็ควรจะต้องสูงกว่าดอกเบี้ยของหุ้นกู้ปกติ (ก็มันเสี่ยงกว่าครับ)
อัตราแลกเปลี่ยน
ตอนนี้เรามีช่องทางที่สามารถลงทุนโดยตรงในหุ้นกู้ต่างประเทศได้เพิ่ม ก็ต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วยนะครับ เพราะดอกเบี้ยและเงินต้นที่เราได้รับจะเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้น อาจเปลี่ยนจากกำไรเป็นขาดทุนได้ครับ







