
บททดสอบ
บริษัทน้ำมันต่างชาติพากันเข้าคิวรอโอกาสที่จะได้เข้าไปสัมผัสความสมบูรณ์ทางทรัพยากรในเมียนมาร์ ซึ่งเตรียมเปิดให้บริษัทต่างชาติประมูลสัมปทานบ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตชายฝั่งและน้ำลึก
บริษัทน้ำมันต่างชาติพากันเข้าคิวรอโอกาสที่จะได้เข้าไปสัมผัสความสมบูรณ์ทางทรัพยากรในเมียนมาร์ ซึ่งเตรียมเปิดให้บริษัทต่างชาติประมูลสัมปทานบ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตชายฝั่งและน้ำลึก
แต่ความไม่แน่นอนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านประเทศ ก็เป็นความท้าทายที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการบริหารจัดการโครงการระดับยักษ์ และการรักษาคำมั่นสัญญา ที่อาจส่งผลต่อความน่าดึงดูดใจของเมียนมาร์ รวมถึงเม็ดเงินที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ
ทางการเมียนมาร์มีแผนจะเปิดประมูลสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันภายในเดือนนี้ หรืออย่างช้าในเดือนหน้าโดยมีแหล่งพลังงาน 18 แห่งในทะเลลึก และอีก 7 แห่งใกล้ชายฝั่ง ครอบคลุมบริเวณตะวันออกครึ่งหนึ่งของอ่าวเบงกอล
ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วในแหล่งพลังงานบางแปลง ตั้งแต่ก่อนที่หลายๆ ประเทศจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรด้วยซ้ำ อย่างบริษัท ปิโตรเลียม เนชั่นแนล ของมาเลเซีย ที่เข้าไปผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการบริเวณน้ำตื้น ตั้งแต่ปี 2543
บริษัทอื่นๆ ได้แก่ “โททาล” ของฝรั่งเศส “เชฟรอน” ของสหรัฐ “แดวู อินเตอร์เนชั่นแนล” ของเกาหลีใต้ และ ปตท.สผ.ของไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตจากแหล่งสำรวจในทะเลได้ปีนี้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมาร์เพิ่มเป็น 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2558 จากระดับ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตในขณะนี้
แต่ดูเหมือนบรรดาผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้จะมองตรงกันว่า ความเสี่ยงในแหล่งพลังงานใหม่เหล่านี้ค่อนข้างสูง เพราะยังขาดข้อมูลทางธรณีวิทยา ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในธุรกิจนี้
ประกอบกับเจ้าหน้าที่ชาวเมียนมาร์ที่ยังอ่อนประสบการณ์ อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่รายละเอียดของสัญญาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมาตรฐานด้านบรรษัทภิบาลที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
“อ่องจ่อตู” เจ้าหน้าที่ในกระทรวงพลังงานเมียนมาร์ ระบุว่านักลงทุนต่างชาติจะต้องรับผิดชอบต้นทุนการสำรวจและพัฒนาในแหล่งทะเลลึกเอง ขณะที่แขนขาด้านการผลิตและสำรวจพลังงานของรัฐบาล “เมียนมาร์ ออยล์ แอนด์ แก๊ส เอนเตอร์ไพรส์” จะมีสิทธิซื้อพลังงานที่ผลิตได้ราว 15-25% ในโครงการที่พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพเชิงพาณิชย์
น่าสังเกตว่า ต้นทุนการว่าจ้างในการขุดสำรวจแหล่งก๊าซและน้ำมันในทะเลลึกอยู่ที่ประมาณ 5 แสนเหรียญสหรัฐต่อวัน จึงมีแค่บริษัทที่กระเป๋าหนักเท่านั้นที่จะมีความสามารถจ่ายได้
เท่ากับว่า นักลงทุนต้องควักจ่ายราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น ในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนที่ไม่น้อย แถมเสี่ยงที่จะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ไม่นับรวมที่อาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเงื่อนไขในภายหลัง
ขณะที่บริษัทต่างชาติที่พัฒนาแหล่งบนบกและแปลงใกล้ชายฝั่งต้องร่วมมือกับหุ้นส่วนชาวเมียนมาร์ กระตุ้นให้บริษัทท้องถิ่นกว่า 100 ราย จดทะเบียนกับกระทรวงพลังงาน
อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่ทางการเมียนมาร์จะเปลี่ยนแปลงเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่ล้าสมัย ซึ่งนี่เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อทุนต่างชาติ
การเปิดประมูลสัมปทานครั้งนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของเมียนมาร์หลังเปิดประเทศ







