
เจเอ็มทีบุกตามหนี้รายย่อย
ประกาศตั้งเอเอ็มซีรับซื้อหนี้จากธนาคารวางเป้าหรูปีนี้ยอดทะลุ 3 หมื่นล้าน
ประกาศตั้งเอเอ็มซีรับซื้อหนี้จากธนาคารวางเป้าหรูปีนี้ยอดทะลุ 3 หมื่นล้าน
เจเอ็มที ประกาศครองตลาดตามหนี้รายย่อย ตั้งเอเอ็มซีรับแก้หนี้ตั้งเป้ารายย่อย 3 หมื่นล้านบาท
นายปิยะ พงษ์อัชฌา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ เจแอคเซส แมนเนจเมนท์ (JAN) ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เพื่อรับซื้อหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง หรือบังคับคดี โดยจะเข้าไปสวมสิทธิการเป็นเจ้าหนี้แทน ซึ่งคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอนุมัติและดำเนินการได้ภายในเดือน พ.ค.นี้
นายปิยะ กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถาบันการเงินหลายแห่งมีความต้องการที่จะขายหนี้ในส่วนที่มีการดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีออกไป บริษัทจึงตั้งเอเอ็มซีขึ้นมารับซื้อหนี้รายย่อย บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งมีตลาดที่ใหญ่มาก และไม่มีคู่แข่ง
ขณะที่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทจะซื้อสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) หรือหนี้เสียที่มีหลักประกัน เพื่อบริหารสินทรัพย์ แต่จะไม่รับซื้อลูกหนี้รายย่อยหรือลูกหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะขยายการรับซื้อหนี้ด้อยคุณภาพประเภทคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นภายใน 2 ปีนี้ และภายใน 5 ปี จะรับซื้อหนี้กลุ่มลูกหนี้เอสเอ็มอีและลูกหนี้สินเชื่อพาณิชย์
ปัจจุบันบริษัท เจเอ็มที มีพอร์ตการบริหารหนี้รายย่อยอยู่ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท มีฐานข้อมูลลูกหนี้ 1.2 ล้านคน และในปีนี้มีแผนที่จะซื้อพอร์ตลูกหนี้รายย่อยมาบริหารอีก 1 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนในการซื้อหนี้กว่า 500 ล้านบาท และภายในเดือน พ.ค.นี้จะได้ข้อสรุปซื้อลูกหนี้รายย่อยจากสถาบันการเงินอีก 3 แห่ง มูลค่าระดับพันล้านบาท ทำให้ปีนี้บริษัทจะมีสินทรัพย์ในการบริหารหนี้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันเชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 109.83 ล้านบาท เพราะโดยเฉลี่ยราคาซื้อลูกหนี้รายย่อยที่ไม่มีหลักประกันจะอยู่ที่ 5% ของมูลหนี้ทั้งหมด ขณะที่มีผลตอบแทนหรือกำไรประมาณ 10-15%
“แนวโน้มสถาบันการเงินจะขายพอร์ตลูกหนี้ขายเอ็นพีแอลออกมามากขึ้น เนื่องจากการติดตามหนี้มีต้นทุนสูง และต้องการเงินสดไปหมุนเวียนขยายสินเชื่อซึ่งจะได้ผลตอบแทนดีกว่า” นายปิยะ กล่าว







