
วิกฤตฟองสบู่ควรดูแลทั้งด้านอุปสงค์-อุปทาน
นับตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา คงจะมีคุณผู้อ่านหลายท่านได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ฟองสบู่ที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบายในภาครัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเอง ต่างเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีข้อมูลหลายอย่างที่เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยมีฟองสบู่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถ้าแตกก็จะกระทบกับเศรษฐกิจประเทศอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา คงจะมีคุณผู้อ่านหลายท่านได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ฟองสบู่ที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบายในภาครัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเอง ต่างเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีข้อมูลหลายอย่างที่เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยมีฟองสบู่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถ้าแตกก็จะกระทบกับเศรษฐกิจประเทศอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ จากข้อมูล ธปท.ระบุว่า สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของภาคครัวเรือนในปี 2555 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4050% ของรายได้รวม เมื่อเทียบกับในอดีตอยู่ที่ 30% โดยครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท มียอดหนี้คงค้างเกิน 1 เดือนสูงขึ้น ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค รองลงมาเป็นหนี้เพื่อการซื้อบ้าน/ที่ดิน และหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ ตามลำดับ ส่วนราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก นับเป็นการส่งสัญญาณที่เกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง
และก็นับว่าเป็นสิ่งดีที่ ธปท.ออกมาพูดเรื่องนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ พร้อมกับส่งสัญญาณให้ภาคส่วนต่างๆ ได้ตระหนักถึงฟองสบู่ที่อาจเกิดในภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ ธปท.ได้ติดตามและเร่งหามาตรการรับมือ แต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ธปท.ยังคงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% โดยให้เหตุผลว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและเป็นระดับที่ผ่อนปรนเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ซึ่งในมุมมองของดิฉันนั้น วิธีการที่จะช่วยดูแลไม่ให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องดูแลทั้งด้านอุปสงค์แรงซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้ภาคครัวเรือน การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ควบคู่ไปกับการดูแลด้านอุปทาน อันเกิดจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของนโยบายภาครัฐบาลที่จะทยอยเพิ่มขึ้น
ถ้าความเสี่ยงจากสถานการณ์ฟองสบู่ดูชัดเจนขึ้น ธปท.อาจดูแลด้านอุปสงค์โดยต้องลดความร้อนแรงที่เกิดขึ้น ด้วยการออกมาตรการด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยกำหนดสัดส่วนเงินกู้ยืมต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้มีสัดส่วนเงินดาวน์ที่สูงขึ้น และอาจพิจารณาการร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาลกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันการเก็งกำไรระยะสั้นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรง เหมือนกับที่ฮ่องกงออกมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2553 ให้ผู้ซื้อบ้านและโอนภายใน 6 เดือน ต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงถึง 15% หรือถ้าถือครองเกิน 6 เดือน แต่โอนภายใน 1 ปี ต้องเสียค่าธรรมเนียม 10% ถ้าถือครองเกิน 1 ปี แต่โอนภายใน 2 ปี ต้องเสียค่าธรรมเนียม 5% ค่าธรรมเนียมนี้ต้องจ่ายรัฐภายใน 30 วัน นับจากวันทำสัญญาซื้อขาย ผู้ฝ่าฝืนต้องเสียค่าปรับ 10 เท่า และยังถือเป็นการผิดกฎหมายอาญาอีกด้วย
สำหรับการดูแลด้านอุปทานนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ปรับปรุงโครงข่ายถนนทั้งหมด พัฒนาระบบรางให้เป็นระบบหลักขนส่ง หรือเชื่อมโยงการขนส่งรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกันที่จะทำให้เกิดการกระจายตัวความเจริญ พร้อมเกิดศูนย์กลางธุรกิจพื้นที่อื่นๆ เพิ่มขึ้น ช่วยให้ที่อยู่อาศัยราคาถูกลง มีทางเลือกเพิ่ม สกัดการเก็งกำไรซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพัฒนาโครงการให้ไม่ต้องไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ต่ำลง สามารถจัดซื้อที่ดินในทำเลเลือกอื่นได้มากขึ้น ซึ่งในที่สุดประชาชนนอกจากจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่ถูกลงแล้ว ยังมีทางเลือกที่เพิ่มขึ้นและช่วยสกัดกั้นการเก็งกำไรได้อีกด้วย
ดังนั้น หากเรายึดหลักของอุปสงค์อุปทานนี้แล้ว การประสานความร่วมมือกันของหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลไม่ว่าผู้กำหนดนโยบายภาครัฐบาล หรือ ธปท. ก็จะช่วยยับยั้งสถานการณ์ฟองสบู่ไม่ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งพวกเราต้องจับตาใกล้ชิดเพื่อประโยชน์ในการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจค่ะ







