posttoday
แนะผู้เลี้ยงกุ้งปรับปรุงสุขอนามัยแก้โรคตายด่วน

แนะผู้เลี้ยงกุ้งปรับปรุงสุขอนามัยแก้โรคตายด่วน

06 เมษายน 2556

ก.เกษตรฯ แนะผู้ผลิตกุ้งทะเลในกลุ่มภาคตะวันออกปรับปรุงสุขอนามัยฟาร์ม ลดอาการกุ้งตายด่วน EMS ได้

ก.เกษตรฯ แนะผู้ผลิตกุ้งทะเลในกลุ่มภาคตะวันออกปรับปรุงสุขอนามัยฟาร์ม ลดอาการกุ้งตายด่วน EMS ได้

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตกุ้งทะเลในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ได้รับความเสียหายมากกว่า 40% จากกลุ่มอาการตายด่วน (EMS:Early Mortality Syndrome) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กระทบเกษตรกรผู้ผลิตกุ้งทะเลเกือบ 9,000 ราย จากสถานการณ์กุ้งขาวแวนนาไมตายใน  20-30 วันแรกของการเลี้ยงนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ร่วมกับเกษตรกร และผู้ประกอบการโรงเพาะฟักกุ้งทะเลได้รณรงค์ปรับปรุงสุขอนามัยฟาร์ม ตามหลักปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาความสูญเสียจากการตายด่วนในกุ้ง ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ได้ดีขึ้นมาเป็นลำดับ โดยการลงพื้นที่เพื่อต้องการยืนยันภาวะการผลิตกุ้งในภาคตะวันออกว่ามีข้อเท็จจริงอยู่ในจุดใด

กระทรวงเกษตรฯ ได้สร้างความเข้าใจในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร ภาคธุรกิจเกี่ยวกับห้องเย็น โดยยืนยันว่า  EMS ไม่ได้เป็นโรค แต่การตายด่วนดังกล่าวเกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีความรุนแรง  โดยช่วงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวันมีมากกว่า 10 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์น้ำอยู่ในภาวะอ่อนแอ ทำให้เชื้อโรค ทั้งปรสิต แบคทีเรีย หรือไวรัส ที่มีอยู่แล้วในบ่อเลี้ยง เข้าโจมตีตัวกุ้งได้ง่ายและนำไปสู่การตายในที่สุด

 ทั้งนี้  จากการตรวจเยี่ยมสถานการณ์การผลิตกุ้งทะเลใน จ.ฉะเชิงเทรา พบว่า ฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้งมีการปรับปรุงสุขอนามัยโรงเพาะฟัก เพื่อลดความเสี่ยงขั้นต้นที่จะนำไปสู่การตายด่วนของกุ้งที่จะนำไปลงในบ่อเลี้ยง โดยการควบคุมดูแลทั้ง 4 ปัจจัย คือ คุณภาพน้ำ สุขอนามัยของบ่ออนุบาล อาหารกุ้ง และการจัดการในช่วงการอนุบาล ในขณะที่ในฟาร์มเลี้ยง ผู้เลี้ยงเองก็มีการปรับวิธีการเลี้ยงกุ้งให้สอดคล้องตามหลักวิชาการของสภาพช่วงปลายปีต่อต้นปี  ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศรุนแรง  เช่น การคัดเลือกลุกกุ้งที่มีคุณภาพ การเตรียมบ่อเลี้ยงให้มีอาหารธรรมชาติอย่างเพียงพอก่อนการปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง การเตรียมระดับน้ำให้สูงเพียงพอต่อการควบคุมอุณหภูมิน้ำร่วมกับการตีน้ำให้อุณหภูมิน้ำไม่แบ่งชั้นและมีออกซิเจนเพียงพอ  รวมทั้งการปล่อยกุ้งลงเลี้ยงให้มีความหนาแน่นน้อยกว่าฤดูอื่นๆ โดยฟาร์มส่วนใหญ่ได้ปรับการบริหารจัดการฟาร์มก่อนการเลี้ยง และระหว่างการเลี้ยงให้ดีขึ้นตามคำแนะนำของนักวิชาการ และสามารถกลับมาเลี้ยงกุ้งได้แล้ว ในขณะที่ในพื้นที่เดียวกัน ฟาร์มที่ไม่มีการปรับตัวดังกล่าวยังคงมีความเสียหายอยู่

“จากข้อมูลที่ได้จากนักวิชาการและผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นทีครั้งนี้ เป็นที่แน่ใจได้ว่า ความเสียหายที่เกิดจากกลุ่มอาการตายด่วน (EMS) ได้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว ซึ่งปลายเดือนเมษายนนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติ และคาดว่าในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ผลผลิตกุ้งของภาคตะวันออกที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 25% ของผลผลิตทั้งประเทศก็จะกลับมาเหมือนเดิม นั่นหมายถึงสถานการณ์การผลิตกุ้งไทยจะเข้าสู่ภาวะที่เป็นปกติ โดยผลผลิตเป็นไปตามที่มีการวิเคราะห์ไว้เมื่อต้นปี คือ ประมาณ 4.5 แสนตัน” นายนิวัติกล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน