
มาลีนนท์กู้ชีพN-PARK
หวัง 1-2 ปี ล้างขาดทุนจ่ายปันผลปีนี้ขายที่ดินบางกระเจ้า30ไร่คืนกำไร
หวัง 1-2 ปี ล้างขาดทุนจ่ายปันผลปีนี้ขายที่ดินบางกระเจ้า30ไร่คืนกำไร
NPARK ยันมาลีนนท์กู้วิกฤตประกาศพร้อมฟื้น 1-2 ปีนี้ ตัดที่ดินบางกระเจ้า 30 ไร่ ดันกำไร
นายนคร ลักษณกาญจน์ กรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แนเชอรัล พาร์ค (NPARK) เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมจะกลับมาทำธุรกิจให้พลิกฟื้นหลังจากได้รับเงินเพิ่มทุน 1,500 ล้านบาท จากกลุ่มมาลีนนท์ โดยจะนำเงินไปลงทุนเพื่อซื้อทรัพย์สิน 2 ประเภท เพื่อก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต คือการซื้อทรัพย์สินที่มีรายได้แล้ว เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และการซื้อที่ดินนำมาพัฒนาเพื่อขาย คาดหวังผลตอบแทนในส่วนนี้ 15-20%
สำหรับปีนี้บริษัทหวังว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1,000 ล้านบาท มาจากกำไรจากการตัดขายที่ดินจำนวน 30 ไร่ ในโครงการที่ดินบางกระเจ้า ราคาไร่ละ 20 ล้านบาท คิดเป็นเงิน 600 ล้านบาท โดยราคาขายดังกล่าวสูงกว่าราคาต้นทุน 10 เท่า เพราะมีต้นทุนในการซื้อมาราคาไร่ละ 2 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 400 ล้านบาท และบางส่วนมีกำไรจากรายได้ค่าเช่า เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในซอยสุขุมวิท 49
“ปีนี้บริษัทมีกำไรพิเศษเข้ามาช่วยแต่ขณะเดียวกันก็มีความพร้อมในการทำธุรกิจ โดยเริ่มมีกำไรจากธุรกิจปกติแล้ว และปีหน้าผลประกอบการของ NPARK ก็จะกลับมาทำตามครรลองของธุรกิจเต็มปีโดยไม่มีกำไรพิเศษเข้ามาช่วย และยืนยันว่า NPARK ยังมุ่งมั่นในการเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อไป” นายนคร กล่าว
อย่างไรก็ตาม NPARK ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยมองแนวทางการใช้วิธีลดทุนเพื่อให้บริษัทมีความสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลคืนให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นได้
นายนคร กล่าวว่า ราคาหุ้นของบริษัทในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงกว่าต้นทุนของกลุ่มมาลีนนท์อย่างมาก แต่เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับนายประชา มาลีนนท์ ไม่มีแนวคิดจะขายหุ้น NPARK ออกมาในระยะอันใกล้นี้ เพราะมีความตั้งใจถือครองเป็นเจ้าของเพื่อลงทุนระยะยาว โดยมองเห็นว่า NPARK มีทรัพย์สินดีซ่อนอยู่และสามารถดึงออกมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก ไม่ว่าจะเป็นที่ดินร้อยชักสาม ที่ดินในบางกระเจ้า เป็นต้น
สำหรับความคืบหน้าของร้อยชักสามนั้น ทางบริษัทยังไม่ได้เข้าไปทำการพัฒนาใดๆ หลังการได้สิทธิการเช่าเป็นเวลา 30 ปี เพราะมีหน่วยงานราชการใช้พื้นที่อยู่ ซึ่งปัจจุบันทางกรมธนารักษ์อยู่ระหว่างเจรจากับหน่วยงานราชการดังกล่าวให้ย้ายออกไป ซึ่งน่าจะใกล้ได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ และได้เจรจากับทางกรมธนารักษ์ขอให้ชดเชยระยะเวลาที่บริษัทสูญเสียไป
ขณะเดียวกันบริษัทยังมองหาซื้อที่ดินแถวอ่อนนุช คาดว่าจะสรุปปลายปีนี้ ส่วนที่ดินที่มีอยู่แล้วในย่านรามอินทรา คาดจะพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม โดยจะเริ่มใน 2-3 เดือนข้างหน้า
นายนครยังได้กล่าวถึงกรณีบริษัทได้ซื้อหุ้นบริษัท ขอนแก่นบุรี จำนวน 100% มูลค่า 800 ล้านบาท ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงแรมเซ็นทาราแอนด์คอนเวนชั่นเซนเตอร์ขอนแก่น คาดว่าจะสร้างรายได้ 200-300 ล้านบาทต่อปี เพราะมองว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และเป็นแนวนโยบายของบริษัทที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่รับรู้รายได้ได้ทันทีและสร้างรายได้ระยะยาว
นอกจากนี้จะเน้นการซื้อสินทรัพย์ในภาคอีสาน และยังมองโอกาสเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ จ.นครราชสีมา เนื่องจากอยู่ในเส้นทางสร้างรถไฟความเร็วสูงด้วย







