
6ความท้าทายที่นักการตลาดต้องเผชิญ
เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ทิศทางสื่อสารการตลาดในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการปรับตัว เพื่อก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความท้าทายต่อแบรนด์ และนักโฆษณา เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดโอกาสทั้งการสร้างแบรนด์ ยอดขาย และนำมาซึ่งผลกำไร
เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ทิศทางสื่อสารการตลาดในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการปรับตัว เพื่อก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความท้าทายต่อแบรนด์ และนักโฆษณา เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดโอกาสทั้งการสร้างแบรนด์ ยอดขาย และนำมาซึ่งผลกำไร
นีลูฟาร์ ฟาวเลอร์ กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในอีก 2 ปีนับจากนี้ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายของนักการตลาดไทย เพราะทุกอย่างจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ดังนั้นกลยุทธ์ที่ มายด์แชร์ จะนำมาใช้เพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ คือ ความสดใหม่ในการสร้างสรรค์ (Original Thanking) และทุกโอกาสสามารถนำมาทำให้เกิดประโยชน์ และเกิดโอกาสใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากระบบการสื่อสารที่กำลังพัฒนาเป็น 3จี ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยให้ความสนใจในโลกสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก ส่งผลให้รูปแบบของการทำตลาดและการโฆษณาเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบของการทำตลาดและการโฆษณา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด
ความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้และอีก 2 ปีข้างหน้าที่นักการตลาดจะต้องเผชิญ แบ่งออกเป็น 6 หัวข้อหลักๆ ดังนี้ 1.สัดส่วนของการรับชมแยกย่อยในสื่อที่หลากหลายจะมีมากขึ้น เพราะปัจจุบันสื่อเคเบิลทีวีและแซทเทลไลท์ทีวีมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และภายใน 2 ปีนับจากนี้ระบบการออกอากาศทีวีของไทยจะก้าวเข้าสู่ระบบดิจิตอล นักการตลาดจึงควรทำงานร่วมกับเอเยนซี เพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารให้ครอบคลุมทุกช่องทาง พร้อมกับใช้เครื่องมือวิเคราะห์และวิจัยข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด
2.ดิจิตอลจะกลายเป็นสื่อที่นักการตลาดขาดไม่ได้ เนื่องจากสื่อดิจิตอลในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คาดการณ์ว่าภายในปี 2558 การรับชมสื่อดิจิตอลจะก้าวขึ้นแซงสื่อทีวีโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชมในเมือง 3.โซเชียลมีเดียจะถึงจุดอิ่มตัว จากอัตราการเติบโตของสังคมออนไลน์โดยเฉพาะเฟซบุ๊กในประเทศไทยที่มีผู้ใช้มากกว่า 18 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเพียง 25 ล้านคนเท่านั้น ส่งผลให้การขยายตัวของเฟซบุ๊กทำได้ยากขึ้น เพราะที่จริงแล้วมีเพียง 10% เท่านั้นที่จะเข้ามาเป็นแฟนเพจและกดไลท์ ประกอบกับผู้บริโภคเองก็พยายามหาสื่อใหม่ๆ เข้ามาทดแทนในอีก 24 ปีนับจากนี้
4.มือถือจะกลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร เพราะปัจจุบันมือถือกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันสมาร์ตโฟนก็จะเข้ามาแทนที่เครื่องคอมพิวเตอร์ภายในปี 2559 เนื่องจากการเสิร์ชหาข้อมูลผ่านมือถือในปัจจุบันมีมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ถึง 3 เท่า
5.การเติบโตของผู้ชมที่รับชมเนื้อหาจากหลายช่องทางพร้อมกัน จากคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เจ้าของสินค้าจึงไม่ควรยึดติดกับการทำแคมเปญการตลาดในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เพื่อให้คอนเทนต์มีความหลากหลายและเข้าถึงลูกค้าได้ทุกช่องทาง และ 6.ความต้องการใช้เครื่องมือที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ทางการตลาดสูงสุด ซึ่งเจ้าของแบรนด์สินค้าต้องเข้ามาวิเคราะห์หาข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านไหนบ้าง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นการวางแผนทางการตลาด
ไม่ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน หากเจ้าของแบรนด์สินค้ามีการบริหารจัดการที่ดี และมีการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ทุกช่องทางย่อมกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้







