
กนง.มองศก.ไทยยังสดใส
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นไปตามความคาดหมายของตลาด ที่คาดการณ์ล่วงหน้าว่า กนง.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ต่อไปก่อน
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นไปตามความคาดหมายของตลาด ที่คาดการณ์ล่วงหน้าว่า กนง.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ต่อไปก่อน
สำหรับอัตราดอกเบี้ย 2.75% นั้น อยู่ในระดับคงที่มาตั้งแต่การประชุมวันที่ 17 ต.ค. 2555
โดยการประชุม กนง.ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวานนี้ อัศวิน คงสิริ กรรมการ กนง. ขอลาประชุมเนื่องจากติดภารกิจในต่างประเทศ จึงทำให้มีกรรมการเข้าประชุมเพียง 6 คน และผลการประชุมออกมาเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5 เสียง และอีก 1 เสียง เสนอให้ลดดอกเบี้ยเนื่องจากเป็นห่วงเรื่องเงินทุนไหลเข้า เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศอาจจะสูงเกินไป
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กนง. แถลงว่า กนง.เสียงส่วนใหญ่ให้คงดอกเบี้ย เนื่องจากเห็นว่าภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง การดำเนินนโยบายการเงินหรือการกำหนดดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังถือเป็นดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนและมีความเหมาะสม ไม่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจขณะนี้ ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน อาทิ การจับตาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เพราะสินเชื่อครัวเรือนยังคงขยายตัวต่อเนื่องยังไม่มีแนวโน้มปรับลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค
ไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ยังจับตาใกล้ชิด รวมทั้งติดตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนที่เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว
“กนง.จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินเชื่อที่ยังขยายตัวสูงและภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ และพร้อมที่จะปรับนโยบายการเงินตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้นบ้าง จากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แต่ไม่น่าห่วง” ไพบูลย์ กล่าว
นอกจากนี้ กนง.มองว่าเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้างนับจากการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา จากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในกลุ่มประเทศยูโร ที่อาจทำให้เศรษฐกิจยูโรหดตัวมากกว่าที่คาดไว้เดิม
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่ปัญหาทางการคลังยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ถ่วงการขยายตัว ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลัง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง จากอุปสงค์ในประเทศและแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้นเล็กน้อย
สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทย กนง.มองภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกว่าจะขยายตัวลดลงเข้าสู่แนวโน้มปกติ หลังจากที่เร่งขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า คาดว่าในระยะต่อไปอุปสงค์ในประเทศจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ภาคครัวเรือนและการจ้างงานที่อยู่ในระดับสูง ภาวะการเงินและสินเชื่อที่ผ่อนคลาย และแรงกระตุ้นทางการคลังที่จะทยอยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำและโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะเริ่มในช่วงกลางปีถึงปลายปีนี้ ซึ่งจะมีผลกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่องมาถึงภาคเอกชน ส่วนการส่งออกคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นช้าๆ ตามภาวะเศรษฐกิจโลก
“สภาพคล่องที่สูงขึ้นในขณะนี้ ถามว่าเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนหรือเงินทุนไหลเข้านั้น มองว่าเป็นผลจากนโยบายการเงินที่ผ่อนปรน และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” ไพบูลย์ กล่าว n
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นไปตามความคาดหมายของตลาด ที่คาดการณ์ล่วงหน้าว่า กนง.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ต่อไปก่อน
สำหรับอัตราดอกเบี้ย 2.75% นั้น อยู่ในระดับคงที่มาตั้งแต่การประชุมวันที่ 17 ต.ค. 2555
โดยการประชุม กนง.ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวานนี้ อัศวิน คงสิริ กรรมการ กนง. ขอลาประชุมเนื่องจากติดภารกิจในต่างประเทศ จึงทำให้มีกรรมการเข้าประชุมเพียง 6 คน และผลการประชุมออกมาเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5 เสียง และอีก 1 เสียง เสนอให้ลดดอกเบี้ยเนื่องจากเป็นห่วงเรื่องเงินทุนไหลเข้า เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศอาจจะสูงเกินไป
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กนง. แถลงว่า กนง.เสียงส่วนใหญ่ให้คงดอกเบี้ย เนื่องจากเห็นว่าภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง การดำเนินนโยบายการเงินหรือการกำหนดดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังถือเป็นดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนและมีความเหมาะสม ไม่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจขณะนี้ ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน อาทิ การจับตาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เพราะสินเชื่อครัวเรือนยังคงขยายตัวต่อเนื่องยังไม่มีแนวโน้มปรับลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค
ไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ยังจับตาใกล้ชิด รวมทั้งติดตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนที่เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว
“กนง.จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินเชื่อที่ยังขยายตัวสูงและภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ และพร้อมที่จะปรับนโยบายการเงินตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้นบ้าง จากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แต่ไม่น่าห่วง” ไพบูลย์ กล่าว
นอกจากนี้ กนง.มองว่าเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้างนับจากการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา จากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินในกลุ่มประเทศยูโร ที่อาจทำให้เศรษฐกิจยูโรหดตัวมากกว่าที่คาดไว้เดิม
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่ปัญหาทางการคลังยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ถ่วงการขยายตัว ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลัง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง จากอุปสงค์ในประเทศและแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้นเล็กน้อย
สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทย กนง.มองภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกว่าจะขยายตัวลดลงเข้าสู่แนวโน้มปกติ หลังจากที่เร่งขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า คาดว่าในระยะต่อไปอุปสงค์ในประเทศจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ภาคครัวเรือนและการจ้างงานที่อยู่ในระดับสูง ภาวะการเงินและสินเชื่อที่ผ่อนคลาย และแรงกระตุ้นทางการคลังที่จะทยอยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำและโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะเริ่มในช่วงกลางปีถึงปลายปีนี้ ซึ่งจะมีผลกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่องมาถึงภาคเอกชน ส่วนการส่งออกคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นช้าๆ ตามภาวะเศรษฐกิจโลก
“สภาพคล่องที่สูงขึ้นในขณะนี้ ถามว่าเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนหรือเงินทุนไหลเข้านั้น มองว่าเป็นผลจากนโยบายการเงินที่ผ่อนปรน และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” ไพบูลย์ กล่าว







