
ประเด็นร้อนเศรษฐกิจไทย
เพิ่งผ่านปีใหม่สากลและปีใหม่จีนกันไม่นาน เผลอแผล็บเดียวเตรียมฉลองรับสงกรานต์ปีใหม่ไทยกันอีกแล้ว หน้าร้อนแบบนี้หลายท่านคงรู้สึกไม่ต่างจากผมว่า นับวันประเทศเรายิ่งร้อน...ร้อนมากถึงมากที่สุด และร้อนเร็วกว่าทุกปี จะไม่ร้อนได้อย่างไรละครับ แค่ต้นเดือนอุณหภูมิเฉลี่ยในหลายพื้นที่ของประเทศทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว และกรมอุตุนิยมวิทยายังออกมาคาดการณ์อีกว่า ในเดือนนี้หลายจังหวัดจะมีอากาศร้อนจัดและอาจสูงเกือบถึง 43 องศาเซลเซียส แต่คงไม่ถึงขั้นทำลายสถิติสูงสุดที่ 44.5 องศาเซลเซียสในปี 2503 นี่แค่นึกเหงื่อก็ไหลเป็นทางแล้วนะครับ
เพิ่งผ่านปีใหม่สากลและปีใหม่จีนกันไม่นาน เผลอแผล็บเดียวเตรียมฉลองรับสงกรานต์ปีใหม่ไทยกันอีกแล้ว หน้าร้อนแบบนี้หลายท่านคงรู้สึกไม่ต่างจากผมว่า นับวันประเทศเรายิ่งร้อน...ร้อนมากถึงมากที่สุด และร้อนเร็วกว่าทุกปี จะไม่ร้อนได้อย่างไรละครับ แค่ต้นเดือนอุณหภูมิเฉลี่ยในหลายพื้นที่ของประเทศทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว และกรมอุตุนิยมวิทยายังออกมาคาดการณ์อีกว่า ในเดือนนี้หลายจังหวัดจะมีอากาศร้อนจัดและอาจสูงเกือบถึง 43 องศาเซลเซียส แต่คงไม่ถึงขั้นทำลายสถิติสูงสุดที่ 44.5 องศาเซลเซียสในปี 2503 นี่แค่นึกเหงื่อก็ไหลเป็นทางแล้วนะครับ
ถึงอากาศจะร้อนแสนสาหัสเพียงใด ผมก็ยังอยากเชิญชวนให้ทุกท่านใช้ไฟอย่างประหยัดนะครับ แม้ กฟผ.จะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อนจัดแบบนี้ แต่อย่าลืมนะครับว่าช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ พม่าหยุดส่งก๊าซมาไทยชั่วคราว หากเราร่วมแรงร่วมใจกัน นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดปัญหาไฟตกไฟดับแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้อีกด้วย
วันนี้ไม่ใช่จะมีแต่อากาศที่ร้อนเพียงอย่างเดียว ผมยังมีประเด็นฮอตข่าวร้อนทางเศรษฐกิจ 3 เรื่อง มาอัพเดตให้ทุกท่านได้ติดตามกัน ขอเริ่มประเด็นแรกด้วยเรื่องดีๆ ที่น่าจะถูกใจใครหลายคน นั่นคือแนวโน้มตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เป็นตลาดกระทิงต่อเนื่องไปอีก 23 ปี โดยนักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง และเงินทุนมีโอกาสไหลเข้าในช่วงปลายปีนี้มากขึ้น จากแรงหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพันธบัตรและตราสารหนี้ต่างๆ ปรับลดลง จึงมีโอกาสที่จะเห็นการโยกเงินครั้งใหญ่จากตลาดตราสารหนี้เข้าสู่ตลาดหุ้น (บนสมมติฐานที่ว่าไทยไม่มีปัญหาทางการเมือง และไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ) แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นกันด้วยนะครับ (โปรดระวังการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน!!!)
ประเด็นต่อมาที่ไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ คือ แนวโน้มค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ขณะนี้คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเงินบาทนับจากต้นปี 2556 เป็นไปในจังหวะที่ค่อนข้างรวดเร็วและเป็นทิศทางที่แตกต่างไปจากหลายสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 29.15 บาท/เหรียญสหรัฐ (20 มี.ค.) ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี และล่าสุด สศค.ได้ปรับลดประมาณการค่าเงินบาทลงมาอยู่ที่ระดับ 29.40 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจาก 30.70 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยมีช่วงค่าเงินที่ 28.430.4 บาท/เหรียญสหรัฐ และหากสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างรุนแรงต่อเนื่อง รัฐอาจมีความจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” คือ การออกมาตรการทางภาษีเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้า ซึ่งถือเป็นมาตรการที่รุนแรง และอาจมีประเด็นเรื่องการกีดกันทางการค้าตามมา ปัญหาค่าเงินบาทวันนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายต้องจับตาตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อภาคการส่งออก และย่อมส่งผลต่อเนื่องถึงอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกว่า 6070% ของจีดีพีประเทศมาจากภาคการส่งออก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาททุกๆ 1% อาจจะกระทบต่อการขยายตัวของการส่งออก 0.61.1% จึงมีบางกระแสต้องการเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. วันที่ 3 เม.ย.นี้ แม้จะทราบกันดีว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเพียงช่วยบรรเทาแรงกดดันของการแข็งค่าของเงินบาทได้บางส่วน และการลดดอกเบี้ยอาจเป็นปัจจัยเร่งความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว เพราะการลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มในการกู้ยืมเงินในอนาคตมาบริโภคในปัจจุบันมากขึ้น หนี้ครัวเรือนก็จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนต่อไปในระยะยาว
นอกจากนั้น ยังอาจสร้างแรงกดดันต่อการก่อตัวของฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ จากราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบที่ 3 ของปี 2556 ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ กนง.น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ส่วนหนึ่งจากอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.พ. สูงถึง 3.23% ทำให้ผลตอบแทนแท้จริง (Real Return) ติดลบ ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงให้ภาพการขยายตัวที่ดีอยู่ ขณะที่อัตราดอกเบี้ย ณ ระดับปัจจุบันยังคงสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งน่าจะยังเอื้อให้การส่งออกของไทยเติบโตที่ร้อยละ 5.5 (YoY) ในช่วงไตรมาส 1/2556 และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวที่ร้อยละ 5.3 (YoY) โดยยังคงประมาณการภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ไว้ที่ร้อยละ 4.8 ภายใต้กรอบคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.35.3 เช่นเดิม ได้เห็นตัวเลขเป็นบวกแบบนี้ พอจะคลายร้อน (ใจ) ลงได้บ้างหรือไม่ครับ







