posttoday
JCR ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือประเทศไทย

JCR ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือประเทศไทย

02 เมษายน 2556

สบน.ปลื้ม JCR บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยืนยันเครดิตไทยในระดับสูง และแนวโน้มมีเสถียรภาพ สะท้อนเศรษฐกิจแกร่ง

สบน.ปลื้ม JCR บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยืนยันเครดิตไทยในระดับสูง และแนวโน้มมีเสถียรภาพ สะท้อนเศรษฐกิจแกร่ง

น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัท Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-Term Senior Debts) ที่ระดับ A- และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Local Currency Long-Term Senior Debts) ที่ระดับ A โดยมีแนวโน้มความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการส่งออกของประเทศ ความมีเสถียรภาพของระบบการเงินการธนาคาร ฐานะทางการคลังที่ได้รับการรักษาให้อยู่ในระดับดีโดยเปรียบเทียบ และดุลการต่างประเทศที่แข็งแกร่ง

แนวโน้มความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 6.4% ในปี 2555 ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจในปีฐานที่มีการชะลอตัวอย่างมากจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 JCR คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจน่าจะกลับมาเติบโตประมาณ 5% ในปี 2556 จากภาคการส่งออกที่จะดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งฐานะทางการคลังและระดับหนี้สาธารณะของประเทศที่ได้รับการรักษาให้อยู่ในระดับดีโดยเปรียบเทียบมาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ดี JCR จะจับตามองแนวโน้มในอนาคตเนื่องจากในระยะกลางจะมีการใช้จ่ายทางการคลังครั้งใหญ่ในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงมาตรการป้องกันอุทกภัย ในขณะเดียวกันความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศและสถานะด้านการต่างประเทศที่แข็งแกร่งจากการลงทุนโดยตรงสะสมของนักลงทุนต่างชาติยังมีขนาดใหญ่ และถึงแม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบทางสังคมและการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนถึงปี 2553 ได้สงบลงตั้งแต่ปี 2554 อย่างไรก็ดี ยังคงมีบางปัจจัยที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง JCR จะติดตามพัฒนาการในด้านต่างๆ และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาทางการเมืองต่อไป

มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยของ JCR

เศรษฐกิจไทย มีอัตราการเติบโตสูงในปี 2555 ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากฐานที่ต่ำ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยหดตัวลงมาอยู่ที่ 0.1% ในปี 2554 จากการประสบอุทกภัยอย่างรุนแรง แต่ในปี 2555 กลับมามีอัตราการเติบโตที่ 6.4% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำประกอบกับอุปสงค์ในการฟื้นฟูที่สูง เนื่องจากประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตและกระจายสินค้าของอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าอิเลคทรอนิกส์ ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยในปี 2555 การส่งออกสินค้าและบริการคิดเป็น 75.3% ของ GDP

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยในปี 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 22.3 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในปี 2554 แม้ว่าประเทศจะได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ JCR คาดว่า ในปี 2556 การเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นไปตามที่คาดที่ประมาณ 5% เนื่องจากภาคการส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของ GDP จะดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังจากที่หดตัวในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ จะจับตามองผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการส่งออกจากการแข็งค่าของเงินบาท และ JCR มองว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตในระยะกลางผ่านการค้าชายแดน โดยใช้ความได้เปรียบจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีน ประกอบกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะเดียวกัน ภาคการธนาคารของประเทศยังคงแข็งแรงตลอด ช่วงหลายปีที่เกิดวิกฤต ในปี 2555 สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพโดยรวมของธนาคารพาณิชย์ลดลงไปอยู่ที่ 2.3% (อัตราสุทธิ 1.0%) จากเดิมที่อัตราโดยรวมอยู่ที่ 2.7% (อัตราสุทธิ 1.4%) ในปี 2554 ส่วนอัตราความเพียงพอของเงินทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงที่ 16.3% (เงินกองทุนชั้นที่ 1 มีสัดส่วน 11.8%) ณ สิ้นปี 2555

ปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะต่อไปของ JCR

จำเป็นต้องจับตามองผลกระทบจากการใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ต่อฐานะทางการคลัง ฐานะทางการคลังของประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่งจากการที่รัฐบาลปฏิบัติตามกรอบวินัยทางการคลังอันเข้มงวดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ. 2502 อย่างเคร่งครัด โดยในปีงบประมาณ 2556 คาดว่า จะมีการลดการขาดดุลงบประมาณลงเหลือ 2.4% ของ GDP จาก 3.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2555 และขณะที่หนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการขาดดุลการคลังติดต่อกันหลายปี แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังคงค่อนข้างต่ำโดยเปรียบเทียบที่ 45.5% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 อย่างไรก็ดี การขาดดุลทางการคลังอาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการที่รัฐบาลเตรียมผลักดันแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศซึ่งรวมถึงทางหลวงและท่าเรือ นอกเหนือไปจากมาตรการป้องกันอุทกภัย โดยการจัดทำเป็นการลงทุนนอกกรอบงบประมาณปกติ JCR จะจับตามองการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางและแนวโน้มฐานะทางการคลังของประเทศไทยต่อไป

ดุลการต่างประเทศยังคงมีเสถียรภาพในอนาคตอันใกล้

ประเทศไทยยังคงรักษาการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของแต่ละปีไว้ได้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตค่าเงินเอเชียในปี 2540 โดยในปี 2555 การเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปรับลดลง เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัวท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุปสงค์ในการฟื้นฟูหลังการประสบปัญหาอุทกภัย ประมาณ 86% ของการส่งออกเป็นสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต โดยมีส่วนแบ่งสูงสุดเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เครื่องจักรและชิ้นส่วน ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ และถึงแม้ว่าจะมีความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2554 แต่กลับไม่มีสัญญาณการถอนตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านั้น ผลของอุทกภัยกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในปี 2554 มีเพียงเล็กน้อย

JCR จะยังคงเฝ้าติดตามความคืบหน้าของแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลไทย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการต่อการไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในอนาคต ในส่วนความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและภาคการต่างประเทศของประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่งดังจะเห็นได้จากอุตสาหกรรมการผลิตที่หนุนหลังโดยการลงทุนโดยตรงสะสมจากต่างชาติและทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีมากกว่าหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ด้านทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ไม่รวมทองคำยังคงมีมูลค่ามากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 171.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 (เทียบเท่ากับมูลค่าการนำเข้า 9.54 เดือน ในปี 2555 และประมาณ 3 เท่า ของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555) โดยทุนสำรองทั้งหมดมีมากกว่าหนี้ต่างประเทศที่มียอดคงค้างอยู่ที่ 126.54 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน