
ความท้าทายยางพาราของไทย
เดิมมาเลเซียนับเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก แผนผลผลิตยางของมาเลเซียที่เคยพุ่งสูงถึง 1.6 ล้านตัน เมื่อปี 2531 ได้ลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2555 ลดเหลือเพียง 0.92 ล้านตัน จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน ประกอบการผลตอบแทนสูงกว่าจากการใช้ที่ดินในการผลิตปาล์มน้ำมันหรือการดำเนินกิจกรรมด้านอื่น ทำให้ไทยแซงหน้าเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ตั้งแต่ปี 2534
เดิมมาเลเซียนับเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก แผนผลผลิตยางของมาเลเซียที่เคยพุ่งสูงถึง 1.6 ล้านตัน เมื่อปี 2531 ได้ลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2555 ลดเหลือเพียง 0.92 ล้านตัน จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน ประกอบการผลตอบแทนสูงกว่าจากการใช้ที่ดินในการผลิตปาล์มน้ำมันหรือการดำเนินกิจกรรมด้านอื่น ทำให้ไทยแซงหน้าเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ตั้งแต่ปี 2534
ปัจจุบันไทยมีผลผลิต 3.6 ล้านตัน ขณะที่อินโดนีเซียเป็นอันดับ 2 ประมาณ 3.3 ล้านตัน เวียดนามเป็นอันดับ 3 และมาเลเซียหล่นมาเป็นอันดับ 4 ของโลก และคาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อินเดียจะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 4 และมาเลเซียหล่นลงมาเป็นอันดับ 5 ของโลก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยยังมีหลายประการ
ประการแรก ปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 6.8 ล้านตัน ในปี 2543 เป็น 9.9 ล้านตัน ในปี 2550 และ 11.4 ล้านตัน ในปี 2555 และในอนาคตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากที่จะเริ่มให้ผลผลิต ทำให้ราคายางในอนาคตจะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ คงยากที่จะเพิ่มสูงขึ้นเหมือนกับในอดีต
ประการที่สอง ปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง โดยปัจจุบันไทยต้องจ้างงานต่างด้าวจำนวนมากในการกรีดยาง และบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ได้ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาเพื่อใช้เครื่องกรีดยางอัตโนมัติทดแทนแรงงานมนุษย์
ประการที่สาม ไทยไปลงทุนปลูกยางพาราและแปรรูปยางในต่างประเทศน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซียและเวียดนามที่ไปลงทุนปลูกยางและแปรรูปยางในต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะในลาวและกัมพูชา
ประการที่สี่ ไทยแปรรูปยางน้อยมาก ส่งออกยางในรูปวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่ เป็นต้นว่า ในปี 2537 แปรรูปยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเพียงแค่ 132,195 ตัน
เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงมีนโยบายเร่งส่งเสริมการลงทุนกิจการแปรรูปยาง โดยยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยจำกัดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 100% ของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน
กรณีผลิตยางยานยนต์ ถุงมือยางเพื่อการแพทย์ และถุงยางอนามัย มีมาตรการชั่วคราวเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงิน รวมถึงให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลกึ่งหนึ่งอีก 5 ปี หากยื่นขอรับการส่งเสริมภายในสิ้นปี 2556 รวมถึงกำหนดให้เป็นกิจการเป้าหมายในการชักจูงการลงทุน
นโยบายส่งเสริมการลงทุนได้รับการตอบรับดีมาก โดยเฉพาะในการผลิตยางรถยนต์ ทั้งจากนักลงทุนไทย สหรัฐ ญี่ปุ่น และล่าสุด อินเดีย ได้มาลงทุนผลิตยางรถยนต์ในไทย ทำให้ปริมาณการนำยางธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 278,355 ตัน ในปี 2545 และปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็น 486,745 ตัน หรือประมาณ 13.6% ของปริมาณผลผลิต
เดิมไทยแปรรูปยางธรรมชาติในประเทศน้อยกว่ามาเลเซีย แต่จากมาตรการส่งเสริมการลงทุน ทำให้ไทยเริ่มมีปริมาณแปรรูปยางพาราในประเทศแซงมาเลเซียนับตั้งแต่ปี 2553 โดยปี 2554 ไทยแปรรูปยางพาราในประเทศ 486,745 ตัน เทียบกับมาเลเซีย 401,923 ตัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมาเลเซียผลิตยางธรรมชาติน้อยกว่าไทยมาก ทำให้มีสัดส่วนใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศของมาเลเซียสูงกว่า คือ 40.3% ของปริมาณการผลิต
การที่ไทยเป็นฐานผลิตของอุตสาหกรรมแปรรูป ทำให้มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2555 ไทยส่งออกยางรถยนต์ 3,485 ล้านเหรียญสหรัฐ ถุงมือยาง 1,174 ล้านเหรียญสหรัฐ หลอด/ท่อยาง 232 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์ 143 ล้านเหรียญสหรัฐ







