
เถ้าแก่พันธุ์ใหม่เชื่อมธุรกิจผ่านแอพฯ
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ“เจนวาย” (Gen Y) หรือบรรดาผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 ซึ่งเติบโตมากับเครื่องคอมพิวเตอร์และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีในยุคที่มีอินเทอร์เน็ตใช้งาน อย่างแพร่หลาย
แถมยังมาพร้อมกับแนวคิดการทำงานแบบเป็นอิสระ ต้องการเป็นเจ้าของกิจการตัวเองมากกว่าการเป็นลูกจ้าง หรือพนักงานประจำบริษัททั้งหลาย ที่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องอีกในหลายปีนับจากนี้
วาที พีระวรานุพงศ์ ผู้อำนวยการส่วนบริการสารสนเทศ สำนักบริหารยุทธศาสตร์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากลักษณะของเถ้าแก่รุ่นใหม่ดังกล่าวที่ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น ทำให้เริ่มนำเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารผ่านเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ตมาผนวกกับการทำธุรกิจสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน
อนาคตเทรนด์ดังกล่าวจะยิ่งมาแรง เมื่อประเทศไทยเคลื่อนสู่โลกสื่อสารเทคโนโลยี 3จี แบบไร้รอยต่อได้ในเดือน เม.ย.-พ.ค.ปีนี้
ในส่วนของกรมใช้งบประมาณในปีแรกราว 6 ล้านบาท ดำเนินโครงการ “ECIT Mobile Application for SMEs” หรือ “พัฒนาและส่งเสริมให้ SMEs ใช้ Mobile Application” โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (เอทีเอสไอ) ซอฟต์แวร์ปาร์ค พร้อมร่วมกันผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย หรือซอฟต์แวร์ เฮาส์ ในการพัฒนา “โมบายล์ แอพพลิเคชัน” บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย หรือเอสเอ็มอีรุ่นใหม่เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจ 3 ด้านกัน คือ 1.เพิ่มยอดขาย 2.ลดต้นทุน และ 3.ลดของเสียจากกระบวนการผลิต
“กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือรุ่น 2 และ 3 ที่รับช่วงต่อกิจการครอบครัวจากรุ่นพ่อ มีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากขึ้น และมองว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยได้มากขึ้นในปัจจุบัน โดยมุ่งให้ความสำคัญในการใช้แอพพลิเคชันที่ครอบคลุมในระบบหน้าบ้าน(ฟอนต์ ออฟฟิศ) และระบบหลังบ้าน (แบ็ก ออฟฟิศ) ของผู้ประกอบการธุรกิจเป็นหลัก” วาที กล่าว
นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวแล้ว กรมยังเตรียมแผนยกเครื่องเอสเอ็มอีไทยไทยด้วยระบบเทคโนโลยีครบวงจร พร้อมวางสู่เป้าหมายการเพิ่มอำนาจการแข่งขัน และเพิ่มทางเลือกในตลาดแก่ผู้บริโภคผ่านแอพพลิเคชันต่างๆ ทั้งบนมือถือสมาร์ตโฟน อุปกรณ์สื่อสารพกพาต่างๆ รวมถึงการนำกลยุทธ์อินสตาแกรมดึงดูดกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคในสินค้าและบริการเพื่อจูงใจยอดขาย จากการสร้างกระแสสินค้าในโลกออนไลน์ ฯลฯ ด้วย
ชัยวัฒน์ อุตตมากร อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในโครงการดังกล่าวจะรองรับระบบปฏิบัติการบนมือถือทุกระบบ ทั้งแอนดรอยด์ ไอโอเอส และวินโดวส์ ในการพัฒนาแอพพลิเคชัน โดยในส่วนของผู้พัฒนาแอพพลิเคชัน หรือซอฟต์แวร์ เฮาส์ ที่เข้าร่วมในโครงการนี้ เบื้องต้นมีไม่ต่ำกว่า 100 ราย จับกลุ่มเป้าหมายเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ หรือผู้มีอายุเฉลี่ย 2030 ปี ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีต่างๆ เป็นอย่างดี
ในปัจจุบันพบว่ามีสัดส่วนผู้ใช้งานมือถือทั่วโลก แบ่งเป็น ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ไอโอเอสกว่า 20% และวินโดวส์ราว 5% ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพัฒนาแอพพลิเคชันบนมือถือ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง
สำหรับการพัฒนาโมบายล์ แอพพลิเคชัน ดังกล่าวจะเข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยในด้านต่างๆ อาทิ การขายด้วยการเพิ่มช่องทางการทำตลาด การพัฒนากระบวนการจัดการในระบบสำนักงานด้านต่างๆ ไปจนถึงแอพพลิเคชันในการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารประเภทตู้แช่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังจะมุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชัน “บิซิเนส อินเทลลิเจนต์” หรือบีไอ (BI : Business Intelligent) เพื่อเข้ามาสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กับเจ้าของกิจการด้วย ซึ่งมองว่ายังจะเป็นเทรนด์ซอฟต์แวร์ที่มีความสำคัญและเติบโตในอนาคตอีกเช่นกัน
“หากในภาคอุตสาหกรรมธุรกิจเอสเอ็มอีมีการปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือ หรือเครื่องทุ่นแรงในการทำตลาดเป็นจำนวนมากในอนาคต คาดว่าจะผลักดันให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 200%” ชัยวัฒน์ กล่าว







