
อภิมหาโปรเจกต์ พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ธุรกิจได้รับหรือเสียผลประโผชน์
ย่างเข้าสู่เดือน เม.ย.แล้วนะคะกับเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด แต่ถึงจะร้อนอย่างไร ก็คงไม่ร้อนแรงเท่ากับกระแสอภิมหาโปรเจกต์ พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ที่กลายเป็นวิวาทะการเมืองที่ร้อนที่สุดในรอบหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายฝ่ายวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดการก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จนอาจนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้
ย่างเข้าสู่เดือน เม.ย.แล้วนะคะกับเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด แต่ถึงจะร้อนอย่างไร ก็คงไม่ร้อนแรงเท่ากับกระแสอภิมหาโปรเจกต์ พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ที่กลายเป็นวิวาทะการเมืองที่ร้อนที่สุดในรอบหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายฝ่ายวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดการก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จนอาจนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้
แต่หากเรามามองภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยในปัจจุบัน มีโครงข่ายถนน 2 แสน กม. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 313 กม.ทางรถไฟอีกประมาณ 4,000 กม. แต่เป็นรางเดี่ยวถึง 3,700 กม. ทำให้ต้องเสียเวลาในการรอสับหลีกการใช้ราง ประกอบกับความเร็วรถที่วิ่งช้า จึงสามารถขนส่งสินค้าได้เฉลี่ยเพียง 39 กม.ต่อชั่วโมง และขนส่งผู้โดยสาร 4050 กม.ต่อชั่วโมง ส่วนในด้านโลจิสติกส์ ไทยยังอาศัยการขนส่งทางถนนเป็นหลักสูงถึง 86% ซึ่งมีต้นทุนในการขนส่งแพงที่สุด คิดเป็น 1.72 บาท/ตัน/กม. ในขณะที่การขนส่งทางรถไฟมีสัดส่วนไม่ถึง 3% แม้มีต้นทุนที่ถูกกว่าอยู่ที่ 0.93 บาท/ตัน/กม.เท่านั้น ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยจึงยังมีคุณภาพต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฯลฯ จึงถึงเวลาแล้วค่ะ ที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ อย่างเร็วที่สุด
ถึงตรงนี้คงมีคุณผู้อ่านหลายท่านอยากทราบแล้วว่า รัฐบาลจะนำเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทนี้ ไปใช้อย่างไร พัฒนาอะไรบ้าง และจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและระบบเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งดิฉันขออนุญาตนำข้อมูลที่ได้มาจากกระทรวงคมนาคมมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟัง โดยยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ เป็นการลงทุนระยะยาว 7 ปี(ปี 25562563) มีประเด็นที่สำคัญคือ พัฒนาระบบรางให้เป็นระบบหลักในการขนส่งสินค้า และเชื่อมโยงการขนส่งรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เปลี่ยนจากรางเดี่ยวเป็นรางคู่ทั่วประเทศ พัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงให้เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปรับปรุงโครงข่ายถนนทั้งหมด พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้ทันสมัย และรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น และเร่งสร้างท่าเรือเพิ่ม เพื่อให้การขนส่งทางน้ำเป็นประตูออกสู่ประเทศในอนุภูมิภาค
สำหรับเม็ดเงินที่จะกู้มาพัฒนาพลิกโฉมประเทศตามโครงการต่างๆ ในครั้งนี้นั้น รัฐบาลจะเน้นการกู้เงินจากภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็อาจได้มาจากหลักทรัพย์รัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร ตั๋วเงิน หรือตราสารทางการเงินอื่นๆ อันจะส่งผลกระทบต่อทุนสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ปริมาณเงิน และรวมถึงอัตราดอกเบี้ย เช่น เมื่อรัฐบาลนำพันธบัตรออมทรัพย์ออกขายให้กับประชาชน เพราะต้องการนำเงินไปพัฒนาโครงการดังกล่าว จะทำให้ปริมาณเงินไหลออกจากตลาดการเงินหรือหมุนเวียนในระบบน้อยลง โดยประชาชนที่สนใจจะนำเงินที่ฝากอยู่กับธนาคารพาณิชย์ไปซื้อพันธบัตร ทุนสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นก็จะลดลง ส่งผลทำให้อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะกระทบไปยังระบบเศรษฐกิจ เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั้งประเภทลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) หรือลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารนั่นเองค่ะ
คุณผู้อ่านจะเห็นว่า การก่อหนี้สาธารณะจากการดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้น ในระยะสั้นอาจส่งผลทำให้ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจสูงขึ้น ซึ่งก็จะไปกระทบกับปัจจัยการผลิต และการลงทุนของผู้ประกอบการในภาคเอกชน แต่ในระยะยาวแล้วการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่นำมาซึ่งการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดการกระจายตัวของความเจริญ และเกิดศูนย์กลางธุรกิจในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก และยังช่วยลดการสูญเสียเงินตราไปกับการสิ้นเปลืองพลังงาน ลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงยังส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อกับอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน นั่นคือโอกาสในการสร้างรายได้ของคนไทย และใช้ไทยเป็นศูนย์กลางของการลงทุนไปสู่ประเทศในภูมิภาคนี้อีกด้วย







