
กรอ.หนุนพัฒนาศก.ภาคตะวันออกครบวงจร
กรอ.เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีสัญจร พัฒนาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ระบบขนส่ง บริหารจัดการน้ำ และการท่องเที่ยว
กรอ.เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีสัญจร พัฒนาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ระบบขนส่ง บริหารจัดการน้ำ และการท่องเที่ยว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2556 ที่ ห้องประชุมโชคอนันต์ ชั้น 2 อาคารเรียนรวมและอำนวยการ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชนในประเด็นด้านเศรษฐกิจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย มติ กรอ. จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค. 56)
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ สศช.ศึกษาข้อมูลโครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบ้านป่าไร่ จ.สระแก้ว โดยกำหนดรูปแบบ/สิทธิประโยชน์สอดคล้องกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์ ACMECS ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษและการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายแดน โดยเน้นให้ประเทศสมาชิก ACMECS เป็น “ฐานการผลิตเดียว”
พร้อมทั้งให้ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศึกษาโครงการ Eco Industrial Town จ.สมุทรปราการ และ จ.ปราจีนบุรี เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย “การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” สู่การปฏิบัติ คู่ขนานสำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมเกิดใหม่ (ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี) และพื้นที่อุตสาหกรรมเก่า (สมุทรปราการ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และสมุทรสาคร)
ขณะเดียวกัน ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สรัสวดี) เป็นที่ปรึกษาทำการศึกษาภาพรวม ความเหมาะสม ความจำเป็น และความเป็นไปได้ในการย้ายหรือพัฒนาตลาดสะพานปลากรุงเทพ (ยานนาวา) รวมทั้งการพิจารณาใช้ประโยชน์จากสะพานน้ำสมุทรปราการด้วย เพื่อลดความแออัดในพื้นที่กรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนโครงการจัดตั้งสถาบันมะม่วงแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาสายพันธุ์มะม่วง ส่งเสริมการผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนด้านการตลาดอย่างครบวงจร โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราศึกษาในเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ครบวงจร
ที่ประชุม กรอ. ยังให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการพัฒนาโครงข่ายทางถนนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยการขยายช่องจราจร และขอการสนับสนุนการปรับปรุงและก่อสร้างเส้นทาง รวม 7 เส้นทาง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2558 และโครงการขยายเส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 319 “หนองชะอม จ.ปราจีนบุรี - พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา” จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรหนาแน่นและลดการเกิดอุบัติเหตุ
สำหรับการแก้ไขปัญหาการจราจรสู่ จ.นครนายก และภาคตะวันออก ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างทางยกระดับบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 “รังสิต-นครนายก” โดยให้ความสำคัญกับการพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงแผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่กำหนดไว้แล้วด้วย พร้อมกับศึกษาแนวทางการขยายเส้นทางไปยังด่านคลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรของรถบรรทุกขนส่งที่ผ่านจุดผ่านถาวรบ้านคลองลึก และเพื่อรองรับการขยายตัวทางการค้าการขนส่งข้ามแดน จากการเข้าสู่ AEC ในปี 2558
นอกจากนี้ ยังให้กระทรวงคมนาคมศึกษาความเป็นไปได้โครงการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าโมโนเรล จากสถานีรถไฟฟ้าบางปู – แอร์พอร์ทลิงค์ สุวรรณภูมิ เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการจราจร โดยระบบการขนส่งมวลชนแบบระบบราง
ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ภาคเอกชนขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน (ปากน้ำ บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา-สมุทรปราการ) เพื่อป้องกันแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างบูรณาการและเป็นระบบ มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) รับไปพิจารณา
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว “ขุนด่านแลนด์” (ถนน-สะพาน-ภูมิทัศน์) จ.นครนายก โดยพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก พร้อมกับเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำทับลาน จ.ปราจีนบุรี เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงเกษตรที่สมบูรณ์
ขณะที่ข้อเสนอให้แยกช่องทางการผ่านด่านชายแดนของนักท่องเที่ยวออกจากด่านการค้า ให้กระทรวงคมนาคมไปศึกษาในรายละเอียดโดยให้คำนึงถึงการจัดระเบียบในด่านคลองลึกทั้งในส่วนของการค้าและการท่องเที่ยวให้เป็นระบบ พร้อมเพิ่มจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา







