posttoday
ส่งออกยังมีสัญญาณดีแต่จับตาเงินบาท

ส่งออกยังมีสัญญาณดีแต่จับตาเงินบาท

28 มีนาคม 2556

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การส่งออกหดตัวในเดือนก.พ.56 เป็นผลของฐานสูงในปีก่อน และจำนวนวันทำการที่น้อยลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การส่งออกหดตัวในเดือนก.พ.56 เป็นผลของฐานสูงในปีก่อน และจำนวนวันทำการที่น้อยลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ตัวเลขส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย  ในเดือนก.พ.2556 กลับมาหดตัวลงร้อยละ 5.83 (YoY) และร้อยละ 1.19 (YoY) ตามลำดับ ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนวันทำการที่น้อยกว่าในเดือนอื่นๆ และผลของฐานเปรียบเทียบในปี 2555 ที่เป็นช่วงที่เร่งฟื้นตัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนแรงกดดันที่ส่งผ่านมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และ/หรือการแข็งค่าของเงินบาท

เมื่อมองต่อไปในเดือนมี.ค.2556 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการส่งออกของไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปยังคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน ญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยหนุนให้การส่งออกในไตรมาส 1/2556 ของไทย ยังสามารถบันทึกอัตราการขยายตัวไว้ได้ แต่คงต้องติดตามทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขัน และการตัดสินใจรับคำสั่งซื้อของผู้ส่งออกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนก.พ.2556 ในภาพรวมมีทิศทางที่ไม่สดใสนักเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา โดยการส่งออกปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ร้อยละ 5.83 (YoY) (เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 16.09 YoY ในเดือนม.ค.) คิดเป็นมูลค่า 17,928 ล้านดอลลาร์ฯ โดยการส่งออกสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรลดลงร้อยละ 13.5 (YoY) นำโดย ข้าว ยางพารา และอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ขณะที่ สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ก็ปรับตัวลดลงร้อยละ 2.6 (YoY) ตามการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องหนังและเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งประสบกับปัญหาการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งถูกซ้ำเติมด้วยภาวะการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้มูลค่าส่งออกปรับตัวลดลง ส่วนเมื่อพิจารณาในมิติตลาดส่งออก พบว่า มูลค่าการส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด นำโดย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 1.1 (YoY) และร้อยละ 0.9 (YoY) ตามลำดับ ขณะที่ ASEAN-9 ลดลงร้อยละ 7.2 (YoY) อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกไปยังจีน ออสเตรเลีย ยังสามารถรักษาอัตราการขยายตัวไว้ได้ที่ร้อยละ 3.7 (YoY) และร้อยละ 14.3 (YoY) ตามลำดับ

ด้านการนำเข้าเดือนก.พ. 2556 มีมูลค่า 19,485 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.27 (YoY) (เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 40.87 YoY ในเดือนม.ค. 2556) จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 (YoY) และสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.7 (YoY) อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าค่อนข้างมาก ก็ทำให้ไทยดุลการค้าของไทยขาดดุลลดลงมาที่ 1,557 ล้านดอลลาร์ฯ เทียบกับที่ขาดดุล 5,486 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนม.ค.2556

ทั้งนี้ ทิศทางการส่งออกที่ปรับตัวลดลงในเดือนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการผลิตในประเทศเช่นกัน สะท้อนจากดัชนีการผลิตสินค้าหมวดอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเลกระป๋อง และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในภาพรวมลดลงร้อยละ 1.19 (YoY) ในเดือนก.พ.2556 เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 (YoY) ในเดือนก่อน 

ส่วนในประเด็นผลกระทบค่าเงินบาทนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้การส่งออกของไทยน่าจะมีสัญญาณการขยายตัวในช่วงที่เหลือของปี 2556 แต่กระนั้น ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางค่าเงินบาท เนื่องจากอาจเป็นข้อจำกัดหนึ่งของการฟื้นตัวในภาคการส่งออก อย่างไรก็ดี ความรุนแรงของผลกระทบที่มีต่อสินค้าส่งออกแต่ละประเภทก็อาจมีระดับที่แตกต่างกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กลุ่มสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศในระดับต่ำ น่าจะถูกกระทบจากภาวะการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบในราคาที่ต่ำลงตามทิศทางค่าเงิน นอกจากนี้ หากเป็นสินค้าที่มีปัญหาการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาอยู่ก่อนแล้ว (จากภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี) การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจซ้ำเติมให้สินค้าดังกล่าวเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรเป็นกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่มักพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนสูง ประกอบกับสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก จึงทำให้มีโอกาสสูงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งหากเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ข้าว ซึ่งแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ไทยยังสามารถครองตลาดส่งออกข้าวคุณภาพสูง (ข้าวหอมมะลิ) เอาไว้ได้ แต่ราคาเฉลี่ยของข้าวในตลาดระดับกลางที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม ก็ทำให้มูลค่าส่งออกข้าวในช่วงที่ผ่านมามีภาพรวมที่ไม่สดใสนัก

ทั้งนี้ หากเงินบาทยังคงมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก็อาจทำให้ข้าวไทยสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเมื่อประกอบกับแนวโน้มการชะลอการส่งออกไปยังบางตลาดในแถบแอฟริกาในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก็อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการส่งออกข้าวของไทยได้ ดังนั้น คงต้องฝากความหวังไว้ที่การเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (Government to Government: G to G) ของรัฐบาล ซึ่งหากว่าสามารถดำเนินการได้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ก็น่าจะช่วยลดทอนผลกระทบต่อทิศทางการส่งออกข้าวในภาพรวมลงได้ในระดับหนึ่ง

ส่งออกยังมีสัญญาณดีแต่จับตาเงินบาท

 


อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ยังมีสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรบางประเภท ที่แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินบาทแข็งค่า แต่ก็น่าจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากทิศทางเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลัก ซึ่งมีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ อาทิ ยางพาราและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลกระป๋องและแช่แข็ง รวมทั้งไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ที่มีโอกาสเติบโตได้มากขึ้นจากการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานในสัดส่วนสูงในระดับที่ค่อนข้างรุนแรงเมื่อเทียบกับสินค้าอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งไม่ได้รับประโยชน์ในการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและมีรายรับในรูปเงินบาทที่ลดลงจากภาวะเงินบาทแข็งค่า ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทที่ทำให้ราคาสินค้าของไทยแพงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ก็อาจทำให้ทิศทางการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ย่ำแย่ลงอีกในระยะต่อไป โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มรองเท้า สิ่อทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงเครื่องหนังและเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

โดยสรุป แม้ว่าผลของจำนวนวันทำการที่น้อยกว่าปกติและปัจจัยเรื่องฐานเปรียบเทียบ จะมีส่วนทำให้การส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยในเดือนก.พ.2556 กลับมาหดตัวลงอีกครั้งหลังจากที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ภาพความอ่อนแอดังกล่าวก็เกิดขึ้นในจังหวะที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็ยังคงมุมมองว่า ภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ยังคงมีโอกาสที่จะกลับมาบันทึกตัวเลขเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า ตามอานิสงส์จากประเทศคู่ค้าหลักอื่น โดยเฉพาะ จีน และอาเซียน ที่เศรษฐกิจยังคงมีทิศทางการขยายตัวที่ดี เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ที่น่าจะประคองการเติบโตไว้ได้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งทำให้คาดว่า หากค่าเฉลี่ยเงินบาทในปี 2556 นี้ ยังคงใกล้เคียง 29.50 บาท/ดอลลาร์ฯ การส่งออกของไทยก็น่าจะสามารถประคองอัตราการเติบโตไว้ได้ในกรอบร้อยละ 8.0-13.0 อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามผลกระทบของทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทที่มีต่อเส้นทางการฟื้นตัวของสินค้าส่งออกหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร รวมไปถึงสินค้าที่พึ่งพาแรงงานอย่างเข้นข้น (Labor Intensive Industries) ซึ่งมีปัญหาการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเทียบกับสินค้าส่งออกประเภทอื่นๆ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน