
มสธ.ชูธงไอซีที-ภาษาขึ้นแท่นมหา'ลับเปิดระดับโลก
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ตอนนี้บรรดาสถาบันการศึกษากำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและภาพลักษณ์ของสถาบัน เพื่อดึงนักศึกษาใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษาหน้า
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เป็นอีกแห่งหนึ่งที่กำลังขับเคลื่อน เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแนวหน้าของภูมิภาค อีกทั้งยังมองไกลไปถึงการเป็นมหาวิทยาลัยเปิดระดับโลก (WorldClass Open University) ในอีก 4 ปีข้างหน้า
ชัยเลิศ พิชิตพรชัย อธิการบดีคนใหม่ของ มสธ. ออกมาแถลงถึงทิศทางของ มสธ.ในยุคที่กระแสประชาคมอาเซียนกำลังมาแรงว่า จะใช้ไอซีทีและภาษาเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก ซึ่งเปรียบเหมือนส้อมและมีดที่ใช้เป็นอาวุธในการย่อยข้อมูลข่าวสารที่ล้นทะลักเข้ามา เพราะอนาคตโลกการศึกษาจะเปิดกว้างขึ้นแบบไร้พรมแดน
บันไดที่จะก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเปิดระดับโลก ยอมรับว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดลำดับเฉพาะอย่างจริงจัง มองว่าภายใน 4 ปีนับจากนี้ จะขยับชั้นขึ้นมาอยู่ที่ลำดับ 500 จากปัจจุบันอยู่ที่ลำดับ 1,000 กว่าของโลกนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่เหนื่อยหนัก แต่หากเทียบกันภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแล้ว มั่นใจว่า มสธ.อยู่ในลำดับท็อป 5 ได้ไม่ยาก เป็นรองแค่ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และฟิลิปปินส์เท่านั้น
ทว่า การขยับลำดับขึ้นไปนั้น มสธ.ต้องดำเนินการใน 3 ด้าน คือ ต้องมีงานวิจัยที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งที่ผ่านมา มสธ.มีงานวิจัยที่เผยแพร่สู่สากลน้อยมากเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศไทย เนื่องจาก มสธ.มีหลักสูตรวิทยาศาสตร์เพียง 2 สาขาเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องเร่งทำงานวิจัยออกมาให้มากขึ้น
สิ่งต่อมา คือ หลักสูตรระดับปริญญาโทเอก ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ เพื่อดึงนักศึกษาให้เข้ามาเรียนที่นี่ จุดนี้ มสธ.ได้เริ่มนำร่องเปิดหลักสูตรนิเทศศาสตร์อาเซียน (หลักสูตรนานาชาติ) ระดับปริญญาโท ที่จะเริ่มเปิดสอนต้นปีการศึกษา 2557 ซึ่งเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะสามารถดึงนักศึกษาอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นลาว พม่า เขมร เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียให้เข้ามาลงเรียนที่นี่ได้
โดยใช้จุดเด่นของ มสธ.ที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ใช้ระบบการศึกษาทางไกลทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อหลัก เอื้อให้นักศึกษาสามารถศึกษาด้วยตัวเองผ่านสื่อการสอนต่างๆ โดยไม่ต้องเข้าห้องเรียนปกติและยังมีค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก เฉลี่ยตลอดหลักสูตรอยู่ที่ 2.5 แสนบาท เป็นแรงส่งให้ชื่อของ มสธ.เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น ก่อนที่จะขยายให้ครบทั้ง 12 สาขา
ขณะเดียวกันก็เสริมสินค้าที่เป็นหลักสูตรฟาสต์ฟู้ดเข้ามาเพื่อกระตุ้นความนิยม โดยจะเป็นหลักสูตรสัมฤทธิบัตรได้ ที่ผู้เรียนสามารถแบ่งเรียนที่ละรายวิชาได้ ซึ่งจะใช้เวลาเรียนเพียง 11.5 ปี และหลังจากนั้นก็สามารถนำสัมฤทธิบัตรที่ได้แต่ละรายวิชามาเทียบโอนในหลักสูตรปริญญาบัตรได้ เป็นเพิ่มตลาดให้กับกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจติดต่อในเมืองไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆ
ข้อสุดท้าย ซึ่งสำคัญที่สุด คือ ทีมงานบุคลากรที่เป็นนานาชาติ ขณะนี้ มสธ.มีอาจารย์ชาวต่างชาติเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น จึงทำให้การเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยกำลังหาวิธีที่จะเพิ่มแรงจูงใจให้อาจารย์ต่างชาติเข้ามาทำงานกับ มสธ.มากขึ้นไม่ต่ำกว่า 50 คน
นอกจากนี้ ในอนาคต มสธ.เตรียมสอนภาษารองอย่างภาษาจีนและภาษาอาเซียนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะภาษามลายู พม่า และเขมร รวมทั้งจะมีการเปิดสอนภาษาไทยเพื่อชาวต่างชาติด้วย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนภาษา ศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างกันด้วย
อาจารย์ชัยเลิศ ยังย้ำว่า แม้เป้าหมายที่ตั้งไว้จะยาก แต่ก็เป็นเรื่องท้าทายที่จะต้องก้าวไปให้ถึงหรือใกล้เคียงเป้าที่วางไว้ให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน เพื่อที่จะได้สามารถแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร และโอนหน่วยกิตระหว่างมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียนนี้เข้าด้วยกัน เห็นผลเป็นรูปธรรมได้ นั่นก็หมายความว่า มสธ.เข้าใกล้เป้าหมายไปอีกหนึ่งขั้นแล้ว







