
จี้เอสเอ็มอีตีโจทย์แตกก่อนบุกอาเซียน
กูรูการตลาดแนะเอสเอ็มอี 3 กลุ่ม อาหารอัญมณีเครื่องนุ่งห่มฯ ตีโจทย์ธุรกิจแตกก่อนบุกเออีซี
กูรูการตลาดแนะเอสเอ็มอี 3 กลุ่ม อาหารอัญมณีเครื่องนุ่งห่มฯ ตีโจทย์ธุรกิจแตกก่อนบุกเออีซี
นายธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ที่ปรึกษาด้านธุรกิจการตลาด กล่าวในงานสัมมนา “โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (AEC Ready) ว่า อุตสาหกรรม 3 กลุ่มที่มีศักยภาพในการบุกตลาดอาเซียน ได้แก่ กลุ่มอาหาร อัญมณีเและเครื่องประดับ และกลุ่มเครื่องนุ่งห่มสิ่งทอ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะมีโอกาสเติบโตสูงเมื่อเข้าสู่เออีซี แต่ทั้ง 3กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะต้องตีโจทย์ธุรกิจและการทำตลาดให้ดีและเพื่อสร้างความพร้อมก่อนขยายตลาด
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารควรปรับตัวใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.เทคโนโลยี ซึ่งในอนาคตธุรกิจอาหารจะเติบโตได้ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่า และ 2.ทุน ที่จำเป็นทั้งการพัฒนาธุรกิจและด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) อาหารใหม่ๆ ที่อาจไม่ใช่แค่เฉพาะเมนูอาหารไทย แต่สามารถพัฒนาสินค้าเครื่องเคียงอาหารต่างๆ ได้ อาทิ น้ำจิ้มหรือเครื่องปรุง ให้มีคุณภาพและรสชาติดี และไม่มองเฉพาะโอกาสทำตลาดในอาเซียน แต่สามารถไปยังตลาดโลกได้ด้วย
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีเและเครื่องประดับนั้น ในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยในกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบสูงด้านการใช้ฝีมือในการทำเครื่องประดับ หรือเจียระไนเพชรพลอย ที่ตลาดในต่างประเทศให้การยอมรับสูง แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องหันมาพิจารณาด้านต้นทุนการผลิตในปัจจุบัน และการจัดหาวัตถุดิบการผลิตสินค้าสำเร็จรูปว่ายังมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อแข่งขันในอนาคตหลังจากเข้าสู่เออีซีแล้วหรือไม่
กลุ่มสุดท้าย อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ปัจจุบันไทยมีจุดแข็งด้านฝีมือการผลิตที่มีคุณภาพและเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมนี้ แต่จากปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานต้องปรับตัวสู้เพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตสินค้าในตลาดทั่วไป (แมส) ที่ถูกกว่าไทยมาก ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยรายใดที่ไม่สามารถปรับตัวแข่งขันในการบริหารต้นทุนการผลิตได้ ก็ควรต้องปิดกิจการไป
“จากนี้ไปการ์เมนต์ไทยจะอยู่ได้ด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้าที่มีระดับสูงขึ้น ทั้งการรับจ้างผลิตสินค้าไฮแบรนด์เนมชั้นนำที่มีราคาขายปลีกต่อชิ้นสูงกว่าก่อน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจได้” นายธันยวัชร์ กล่าว
ทั้งนี้ จากปัจจัยหรือโจทย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในทั้งสามอุตสาหกรรมข้างต้น เจ้าของกิจการหรือนักธุรกิจไทยยังจะต้องวางแผนและศึกษาความต้องการตลาดอาเซียนให้มากขึ้นว่ามีความต้องการสินค้าจากประเทศไทยมากน้อยเพียงใด เช่น หากเป็นธุรกิจที่อยู่ต้นน้ำ เรื่องค่าแรงจะมีความสำคัญมากกว่าโลจิสติกส์ ซึ่งในทั้งสาม กลุ่มดังกล่าวพบว่าเกี่ยวข้องกับทักษะการใช้ฝีมือของแรงงานไทย ที่ในอนาคตผู้ประกอบการธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญกับการ เพิ่มมูลค่าสินค้าไปพร้อมกันด้วย







