
ทันสถานการณ์
บอร์ด รฟท.อนุมัติทางคู่
บอร์ด รฟท.อนุมัติทางคู่
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ได้มีการประชุมบอร์ด ร.ฟ.ท. โดยที่ประชุมได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วนพร้อมกัน 5 เส้นทาง คือ 1.สายมาบกะเบาชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. 2.สายนครปฐมหนองปลาดุกหัวหิน ระยะทาง 165 กม. 3.สายลพบุรีปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กม. 4.สายนครราชสีมาขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. และ 5.สายประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระยะทาง 167 กม. รวมระยะทาง 767 กม. เพื่อให้ทุกโครงการสามารถดำเนินการได้พร้อมกันทั้งหมด ภายหลังล่าช้ากว่ากำหนดแล้วประมาณ 2 ปี
ทั้งนี้ การกำหนดให้เป็นโครงการเร่งด่วน เพื่อให้สามารถดำเนินงานตามขั้นตอนควบคู่ไปกับการพิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ และให้สามารถประกวดราคาโครงการที่ผ่านอีไอเอได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พิจารณาครบทุกเส้นทางก่อน โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ร.ฟ.ท.จะต้องพิจารณารายละเอียดด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป
“หาก ครม.อนุมัติให้ดำเนินการได้ ร.ฟ.ท.ก็จะพิจารณารายละเอียดโครงการควบคู่ไปกับการทำอีไอเอต่อไป ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการรวดเร็วมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนได้ว่าจะสามารถเปิดประกวดราคาได้เมื่อไหร่ เพราะต้องรอขั้นตอนอีไอเอให้ผ่านก่อน”นางสร้อยทิพย์ กล่าว
สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งของงบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล จากเดิมที่เป็นงบพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานที่ ครม.เคยอนุมัติให้ ร.ฟ.ท. ดำเนินการรวม 1.76 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าในอดีตสามารถดำเนินโครงการควบคู่กับอีไอเอได้ แต่ต่อมาได้มีการเสนอ ครม.ให้ต้องผ่านอีไอเอก่อน ดังนั้น หากจะดำเนินโครงการเร่งด่วนจึงต้องเสนอ ครม.ให้พิจารณาอนุมัติก่อน
อย่างไรก็ตามการประกวดราคาสัญญา 3 งานระบบรถไฟฟ้าและเครื่องกล รวมตู้รถไฟฟ้า ช่วงบางซื่อรังสิต และช่วงบางซื่อตลิ่งชัน มูลค่า 28,899 ล้านบาท รถไฟชานเมืองสายสีแดง ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด จากเดิมที่คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาได้ เนื่องจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(ไจก้า) ในฐานะเจ้าของเงินกู้ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการอีกเล็กน้อย จึงต้องชี้แจงให้ไจก้ารับทราบก่อน
แหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ร.ฟ.ท.เตรียมเสนอบอร์ดพิจารณาการประราคา หลังจากได้ข้อสรุปว่ามีเอกชนที่ยื่นซองประกวดราคาสัญญา 3 จำนวน 2 ราย ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดซองด้านเทคนิค จากทั้งหมด 4 ราย โดยผู้ที่ผ่านการพิจารณา คือ 1.กิจการร่วมค้า MHSC Consortium ได้แก่ บริษัทMITSUBISHI Heavy Industrial Ltd ,Hitachi, Sumitomo Corporation และ2.กิจการร่วมค้า MIR Consortiumได้แก่ บริษัท Maru Beni coporation บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนท์
ถกแบงก์ชาติบาทแข็ง
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สัปดาห์นี้นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.และผู้ที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจของ ส.อ.ท. จะขอเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับปัญหาที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง
โดยระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมที่ผู้ประกอบการรับได้ขณะนี้อยู่ที่ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยผู้ประกอบการค่อนข้างคาดหวังที่จะเห็น ธปท. มีมาตรการออกมาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ที่เป็นที่กังวลขณะนี้คือหากการแข็งค่ายังคงต่อเนื่องจะสร้างผลกระทบต่อภาคส่งออก
“สมาชิกที่เป็นผู้ส่งออกร้องเรียนมาจำนวนมากว่ากำลังประสบปัญหา ซึ่งการที่เงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว และมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นการซ้ำเติม จากก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาทต่อวัน” นายเกรียงไกร กล่าว
กล่อมอียูเลิกเอดีข้าวโพด
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เจรจากับทางสหภาพยุโรป (อียู) โดยขอยกเลิกการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้าข้าวโพดหวานกระป๋องไทย หลังจากอียูเรียกเก็บอากรเอดีสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2550 ในอัตรา 3.1014.30% ของราคาส่งออกซีไอเอฟเป็นเวลา 5 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในของอียูไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าไทย
สาเหตุที่ไทยต้องการให้อียูยกเลิกการใช้มาตรการดังกล่าว เพราะเห็นว่าอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานกระป๋องของอียูได้รับประโยชน์จากการปกป้องมาแล้วถึง 5 ปี และมีสถานะดีขึ้น อีกทั้งกำลังการผลิตข้าวโพดหวานกระป๋องของอียูไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภค จึงต้องนำเข้า แต่ปริมาณการนำเข้าจากไทย ไม่ได้ทำให้ข้าวโพดหวานกระป๋องของอียูขายไม่ได้ หรือก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ผลิตของอียูอีก ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงขอให้อียูยุติการใช้มาตรการนี้
ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี สนับสนุนไทยที่จะให้อียูยกเลิกการใช้มาตรการนี้ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในอียู เนื่องจากอุตสาห กรรมภายในของอียูมีการผูกขาดและมีผลผลิตไม่เพียงพอ อีกทั้งอุตสาหกรรมภายในของอียูมีสถานะดีขึ้นแล้ว แต่หน่วยงานไต่สวนการทุ่มตลาดของอียูแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อคิดเห็นและข้อโต้แย้งจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย++พร้อมกันนี้ ยังขอให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจัดส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมไปให้อียูประกอบการพิจารณาด้วย โดยเฉพาะความแตกต่างด้านราคาของสินค้าข้าวโพดหวานที่ส่งไปขายในอียูและประเทศอื่นๆ ตามที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปได้แจ้งว่าราคาดังกล่าวมีความแตกต่างกันตามคุณภาพสินค้าและรูปแบบของบรรจุภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม หากอียูยกเลิกใช้มาตรการนี้ จะทำให้การส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องของไทยไปอียูเพิ่มขึ้นได้ โดยในช่วงก่อนการใช้มาตรการเอดีในปี 2549 ไทยส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องไปอียู มูลค่า 1,414 ล้านบาท แต่หลังจากใช้มาตรการนี้ มูลค่าลดลงเหลือเพียง 837 ล้านบาทเท่านั้น
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หากอียูยังใช้มาตรการเอดีต่อ ผู้ส่งออกไทยอาจส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังอียูลดลง เพราะข้าวโพดหวานกระป๋องของไทยเสียศักยภาพในการแข่งขัน แต่ไทยจะหันไปส่งออกไปประเทศอื่นๆ มากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกสินค้าข้าวโพดหวานกระป๋องไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจาก 2.64 หมื่นตัน ในปี 2551 เป็น 4.91 หมื่นตัน ในปี 2555 คิดเป็นมูลค่า 774 ล้านบาท และ 1,613 ล้านบาท ตามลำดับ







