
ศิลปินเดียวกับจอมยุทธ์ที่เพิ่งออกจากบ้าน
การเป็น Artist หรือการเป็นศิลปิน เป็นเรื่องที่หลายๆ คนเอามาเปรียบเทียบกันมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว การที่เราจะสร้างความได้เปรียบในอาชีพและธุรกิจ ต้องเป็นคนที่แนวๆ ไม่ผิดหรอก มันใช่เลยแหละ เพราะด้วยหลักของความสำเร็จ เราไม่อาจหนีพ้น Demand & Supply คือ ที่ใดก็ตามที่มีสินค้านั้นๆ เยอะ สินค้านั่นก็จะราคาถูกหรือไร้ค่า เหมือนกับคน ถ้าเราเก่งเหมือนคนส่วนใหญ่ ก็เท่ากับว่าแรงงานเราควรจะมีราคาถูก เช่น ใครๆ ก็สามารถเป็นคนงานก่อสร้างได้ ไม่ต้องเรียน มีพลังก็เพียงพอ ดังนั้นแรงงานก่อสร้างบ้านเราก็จะราคาถูก
การเป็น Artist หรือการเป็นศิลปิน เป็นเรื่องที่หลายๆ คนเอามาเปรียบเทียบกันมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว การที่เราจะสร้างความได้เปรียบในอาชีพและธุรกิจ ต้องเป็นคนที่แนวๆ ไม่ผิดหรอก มันใช่เลยแหละ เพราะด้วยหลักของความสำเร็จ เราไม่อาจหนีพ้น Demand & Supply คือ ที่ใดก็ตามที่มีสินค้านั้นๆ เยอะ สินค้านั่นก็จะราคาถูกหรือไร้ค่า เหมือนกับคน ถ้าเราเก่งเหมือนคนส่วนใหญ่ ก็เท่ากับว่าแรงงานเราควรจะมีราคาถูก เช่น ใครๆ ก็สามารถเป็นคนงานก่อสร้างได้ ไม่ต้องเรียน มีพลังก็เพียงพอ ดังนั้นแรงงานก่อสร้างบ้านเราก็จะราคาถูก
ในทางกลับกัน ในต่างประเทศ บางประเทศ เช่น อาหรับ ไม่ค่อยมีคนงานก่อสร้าง เพราะคนของเขาแทบไม่ต้องทำอะไรมาก การที่คนงานก่อสร้างน้อย ก็ทำให้แรงงานก่อสร้างในประเทศนั้นๆ กลายเป็นแรงงานราคาแพงขึ้นมา ที่กล่าวมามันสามารถเอามาปรับใช้กับการสร้างตัว สร้างธุรกิจ
คิดดูดีๆ นะ หากคุณเข้าใจหลักของ Demand & Supply แล้ว คุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น ยกตัวอย่าง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย คุณว่าคนส่วนใหญ่เลือกเรียนอะไรให้ Safe ที่สุด ก็มีสองอย่าง หนึ่งเลือกพวกบริหารธุรกิจ เพราะทำได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ อีกอย่างก็เลือกอาชีพ InTrend ในเวลานั้น เช่น วิศวะ นิเทศ พวกนี้นะ บอกตามตรง ถ้าใครเอาสถิติมาดูจะรู้เลยว่า คนที่เลือกเรียนในสาขายอดฮิต พอจบปั๊บ สาขานั้นจะเลิกฮิต ตามมาด้วยการตกงาน เตะฝุ่นไปเรื่อยๆ
ถ้ามองไปรอบๆ ประเทศ จะเห็นคนที่พยายามทำ และเป็นอย่างที่พ่อแม่เป็น เช่น พ่อแม่ทำนา เราก็อยากทำนา เพราะมันน่าจะง่ายที่สุด แต่ลืมมองไปรอบๆ ตัวว่าคู่แข่งเราซึ่งเป็นชาวนาปลูกข้าวเหมือนๆ กับเรา มีอีก 10 ล้านคน นั่นแปลว่า อาชีพอย่างชาวนามีคู่แข่งเยอะมาก...ก็นั่นแหละครับ อะไรที่คนทำเยอะๆ มันก็ตัดราคากัน สินค้าก็ขายได้ราคาถูก บทสรุปก็คือ ยากจน เพราะไม่ได้มองว่าตลาดต้องการสินค้าและยอมจ่ายหรือเปล่า
“อะไรคือปัญหา”
ปัญหามันอยู่ที่เราพยายามเดินให้ปลอดภัย เลือกชีวิตที่ปลอดภัย แต่หารู้ไม่ว่า ไอ้ชีวิตที่ปลอดภัย จริงๆ มันคือทางเดินที่เสี่ยง เพราะคุณกำลังเลือกเดินเหมือนๆ คนส่วนใหญ่ ทำให้คุณเองกลายเป็น Commodity การผลิตสินค้าประเทศใดที่ขุดทรัพยากรออกมาขายโดยไม่ใส่มูลค่าเพิ่มหรือขาย Commodity สุดท้าย “จน” ทุกประเทศ เพราะง่ายๆ ประชากรเป็นง่อย ทำไรไม่เป็น รอแต่เอาทรัพยากรเอามาขาย แล้วก็ลืมนึกไปอีกว่า ทรัพยากรต่างๆ มันมีจำนวนจำกัด คือใช้แล้วหมดไป ดังนั้นการพึ่งพิงความมั่งคั่งอยู่ที่ทรัพยากร จึงเป็นแนวคิดที่ตกอับในที่สุดนั่นเอง
“แล้วอะไรคือทรัพยากรที่แท้จริง”
“ตัวเรานี่แหละ” ใช่!! ตัวเราคือทรัพยากรที่แท้จริง คุณเคยอ่านชีวิตของคนที่เสื่อผืนหมอนใบ เริ่มจากกรรมกร กระเป๋ารถเมล์ แล้วเติบโตมาเป็นมหาเศรษฐีไหม...เยอะ!! คนสร้างตัวจากมือเปล่า ในอดีตมีมากมาย...ขยันให้สุด ทำสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ แล้วยึดจุดนั้นเป็นฐานที่มั่น คุณก็สามารถสร้างฐานทัพที่มั่นคงให้ครอบครัวได้ แต่ถามหน่อย วันนี้คุณจะทำอะไรที่ยังไม่มีใครทำ ขายก๋วยเตี๋ยว ขายกาแฟ?? แค่คิดก็เครียดแล้ว จะทำอะไรที่ยังไม่มีคนทำ...แทบไม่มี
นั่นแหละ เราถึงต้องย้อนกลับมามองตัวเองใหม่ว่า ในปัจจุบันอะไรเป็นกลไกของความสำเร็จ อย่างแรกต้องถามว่า เวลานี้มีอะไรที่ยังเหลือโอกาสบ้าง ...ครับ จะให้ตอบคงตอบกันได้ แต่มันไม่ได้จบแค่คิดได้ เพราะในความเป็นจริง คิดเฉยๆ ไม่สร้างเงิน มันต้องทำจริงๆ แล้ว Work จริงๆ ถึงจะรวย ได้เงิน
ครับ!! ผมมีข้อแนะนำอย่างนึงสำหรับคนที่มองหาโอกาส เริ่มที่ตัวคุณ ความถนัด เริ่มจากกลุ่มที่เราคิดว่าเขาน่าจะเป็นลูกค้า จากนั้นขยายจากจุดนั้น เวลาคุณเดินไป คุณมองไม่เห็นภาพทั้งหมดหรอก แค่รู้ว่า คุณเดินไปเรื่อยๆ แบบไม่ยอมหยุด ก็เท่ากับว่าการเดินทางของคุณมันได้ดำเนินต่อไป นั่นแหละการท่องยุทธภพของชายชาตรีผู้มีฝัน...555







