
117 ปี กับการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ ร.ฟ.ท.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟเส้นแรกของรัฐบาลไทย ระหว่างกรุงเทพมหานครกับพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2439 จึงถือวันนี้เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟหลวง และครบ 117 ปี ในวันนี้พอดี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟเส้นแรกของรัฐบาลไทย ระหว่างกรุงเทพมหานครกับพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2439 จึงถือวันนี้เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟหลวง และครบ 117 ปี ในวันนี้พอดี
ความจริงแล้วประวัติศาสตร์ของกิจการรถไฟ คือ ประวัติศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่ โดยบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้กิจการรถไฟของไทยเติบใหญ่อย่างมั่นคง คือ นายพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรินีตีคอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งได้รับฉายาว่า พระบิดาแห่งการรถไฟไทย โดยปี 2453 ได้รักษาการตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟสายเหนือ ต่อมาได้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าด้วยกันเป็นกรมรถไฟหลวงเมื่อปี 2460 ทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง
ในช่วงเริ่มแรกทางรถไฟไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้รางขนาดมาตรฐาน คือ 1.435 ม. แต่เมื่อก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ไปต่อเชื่อมกับมาเลเซีย ซึ่งใช้รางขนาด 1 ม. ด้วยเงินกู้จากอังกฤษ ต้องก่อสร้างรางขนาด 1 ม. ทำให้ยุ่งยากที่มีราง 2 ขนาด ต้องมีรถไฟ2 แบบตามไปด้วย ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้รื้อรางรถไฟสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ เปลี่ยนเป็น 1 ม. ทั่วประเทศ
ปัจจุบันมีความเห็นหลายฝ่ายว่า ไทยน่าจะปรับเปลี่ยนกลับมาใช้รางขนาดมาตรฐานอีกครั้ง เนื่องจากจะทำให้ความเร็วของรถไฟมากขึ้น ขนาดโบกี้กว้างขวางขึ้น และโอกาสเกิดอุบัติเหตุลดลง แม้ต้นทุนก่อสร้างจะสูงกว่า ซึ่งปัจจุบันรถไฟฟ้าของไทยทั้ง 3 สาย คือ บีทีเอส รถไฟใต้ดิน และแอร์พอร์ตลิงค์ ล้วนแต่ใช้รางขนาดมาตรฐาน
ความยิ่งใหญ่ของกรมรถไฟยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งริเริ่มโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้ทรงส่งเรื่องราวเมืองไทยไปเผยแพร่ในสหรัฐ ต่อมาในปี 2467 ได้จัดตั้งแผนกโฆษณาของการรถไฟขึ้น ทำหน้าที่โฆษณาและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทย ต่อมาเมื่อทรงเลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม งานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์และคมนาคมตามไปด้วย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน
สำหรับธุรกิจโรงแรม กรมรถไฟนับเป็นผู้บุกเบิกสำคัญ เช่น โรงแรมรถไฟหัวหิน ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล หัวหิน รีสอร์ท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2465 มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมยุโรป ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นโรงแรมตากอากาศที่หรูหราที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงนั้น โรงแรมรถไฟอีกแห่ง คือ โฮเต็ลวังพญาไท ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นับว่าหรูหรามาก เนื่องจากดัดแปลงจากพระราชวังพญาไทมาเป็นโรงแรมเมื่อปี 2469 นอกจากนี้ยังมีโรงแรมราชธานีที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เปิดดำเนินการปี 2470 นับเป็นโรงแรมที่ทันสมัยระดับแนวหน้าของไทย มีบริการอาหารแบบตะวันตก ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว มีทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ไฟฟ้า พัดลม และโทรศัพท์ ฯลฯ
จุดเริ่มแห่งความตกต่ำสำคัญของการรถไฟ คือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางรถไฟถูกทิ้งระเบิดเสียหายจำนวนมาก เมื่อต้องการกู้เงินจากต่างประเทศมาฟื้นฟูทางรถไฟ ธนาคารโลกเจ้าของเงินกู้ได้บีบให้แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจในปี 2494 ทำให้ผู้บริหารของกรมรถไฟที่เดิมเคยเลื่อนตำแหน่งมาเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกิจการรถไฟ ต้องกลายมาเป็นเพียงแค่ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ทำให้ขาดเส้นทางอาชีพที่จะผลักดันความก้าวหน้ากิจการรถไฟ
ขณะที่งบประมาณรถไฟลดต่ำลงมากในช่วงหลัง เช่น ปี 2540 กรมทางหลวงได้รับมากถึง 7 หมื่นล้านบาท การรถไฟได้รับเพียง 4,000 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2541 กรมทางหลวง 6 หมื่นล้านบาท การรถไฟได้รับเพียง 6,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ เช่น ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อังกฤษ เบลเยียม เยอรมนี ฯลฯ จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจการรถไฟจำนวนมาก ซึ่งบางประเทศจะให้เงินสนับสนุนกิจการรถไฟมากกว่าการก่อสร้างถนนด้วยซ้ำ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งของประเทศ2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปลงทุนกิจการขนส่งทางราง หากกฎหมายผ่านสภาและได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะนับเป็นก้าวสำคัญที่จะฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของกิจการรถไฟอีกครั้งหนึ่ง และมีส่วนสำคัญในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงอย่างมาก นับเป็นการกำจัดจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทย







