
Mind the Gap
โดย...ไดนาห์ ชอว์ / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...ไดนาห์ ชอว์ / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ส่วนใหญ่แล้วการพยายามเปลี่ยนแปลงผู้อื่นมักไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก จะทำไมเสียเล่า? ถ้าไม่ใช่ว่า มันไม่ได้ผล แล้วคุณก็จะมานั่งขุ่นเคืองใจ คับข้องใจ หัวเสีย เพลียฮาร์ต เนื่องจากคุณพยายามที่จะเปลี่ยน...เปลี่ยน...เปลี่ยน และเปลี่ยนผู้ร่วมงานของคุณ เรามีคำแนะนำที่ดีว่า เลิกเถอะ!
‘ผมต้องการความสมบูรณ์แบบ’
สถานการณ์ในสถานการณ์ของคุณสมบูรณ์แบบกับคุณบกพร่อง ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานกัน คุณสมบูรณ์แบบคิดว่า คุณบกพร่องเป็นตู้หยอดโหลของความโหลยโท่ย เพราะไม่ว่าจะกดตู้ได้อะไรออกมา ก็ล้วนเป็นสิ่งไร้ค่า ไร้เสน่ห์ ไร้คุณสมบัติ คุณสมบูรณ์แบบคิดว่า ฉันเปลี่ยนแปลงคุณบกพร่องได้ ฉันจะสอนเขาเรื่องการทำงาน!
ทางออกคุณสมบูรณ์แบบตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงคุณบกพร่อง แต่คุณบกพร่องไม่ต้องการเช่นนั้น เมื่อรู้เข้าคุณบกพร่องก็มีแต่โมโหและเสียใจ ส่วนคุณสมบูรณ์แบบก็เหนื่อยกายเหนื่อยใจและเสียใจไม่แพ้กัน ทางออกดูเหมือนอับจน ทว่าคำตอบของเรื่องนี้กลับคือความง่ายที่ปอกกล้วยเข้าปากยังยากกว่า
ถ้าคุณคือคุณสมบูรณ์แบบ สิ่งที่คุณต้องทำคือ สิ่งที่คุณต้องไม่ทำ นั่นคือการไม่บีบบังคับอีกฝ่ายให้ต้องเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพวกเขาจะไม่ได้เรียนรู้ (ใช่ถ้าเราเป็นหัวหน้างาน งานของเราคือการบังคับให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง แต่ทางที่ดีที่สุด เราควรปล่อยให้พวกเขาได้ทำผิดพลาดและเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองดีกว่า)
ราคาของการกระทำ (ผิด) คือ บทเรียนที่พนักงานทุกคนมีสิทธิ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงใครได้ดีเท่าตัวของพวกเขาเอง
คุณบกพร่อง(จะ)เปลี่ยนไป
สถานการณ์ผมคือคุณบกพร่อง ที่ทุกคนมองเห็นแต่ความผิดพลาด มันเรื่องอะไรของพวกเขา แค่ลำพังตัวเองผมก็สับสนวุ่นวายจนแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าพวกเขาอยากได้งานที่ดีขึ้น ก็อย่ามายุ่งกับโพ้ม!
ทางออกอย่างที่บอก ชีวิตของผมสับสนวุ่นวาย ทุกคนรับรู้เรื่องนี้ดี เพื่อนๆ ต่างเมามันกับการให้คำแนะนำแก่ผม แต่ผมไม่สนใจ ไม่นานนักก็....ตูม ผมถูกไล่ออก ผมล้มละลาย หรือถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินควบคุม ผมก็ต้องถูกจับกุม ชีวิตแตกเป็นเสี่ยงๆ
และด้วยเหตุที่ชีวิตกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ (หรือแตกเป็นหลายๆ เสี่ยงแล้ว) ผมก็เริ่มสนใจกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมค่อยๆ ทบทวนจนมองเห็นสาเหตุ คุณพระช่วย! ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่) เป็นเพราะผมเองจริงๆ ผมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผมเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้ในที่สุด
ทีนี้...คุณก็มองเห็นปัญหาและอนาคต (ที่ดีขึ้น) ของผมแล้ว คุณจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของคุณแล้ว แต่อย่างน้อยที่สุดในระหว่างนี้ เว้นช่องว่างให้ผมด้วย ขอเวลาผมหน่อย...ถ้าคุณให้ได้ แล้วผมจะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่ทรงคุณค่าของคุณ
กระบวนการเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ที่ทำงาน คือ สถานที่ที่เป็นที่รวมส่วนผสมของคนทำงานที่หลากหลาย แต่จริงๆ แล้วก็แบ่งได้ไม่กี่กลุ่ม นั่นคือ 1.คนทำงานที่คอยปรับกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอ และ 2.คนทำงานที่ชอบรอให้ปัญหาชนกำแพงอิฐจนทลายเสียก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนแปลง
ทางออกทางออกของทั้งคู่ คือ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง จุ๊ย์...จุ๊ย์ เปลี่ยนแปลงตัวเองนะ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงคนอื่น การเปลี่ยนแปลงตัวเอง (ในทางที่ดี) เป็นกระบวนการตามธรรมชาติมนุษย์ มีลักษณะดังนี้
ขั้นตอนแรก โง่เขลา
ขั้นตอนที่ 2 เหตุการณ์เลวร้าย
ขั้นตอนที่ 3 หมดหวัง เข้าตาจน
ขั้นตอนที่ 4 ปัญญา
เราทุกคนต้องเจอทุกขั้นตอน อย่ามัวเสียหัวกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อนร่วมงาน (ไม่ว่ามันจะเศร้าและเจ็บปวดแค่ไหน) มุ่งมั่นกับกระบวนการเปลี่ยนตัวเองดีกว่า
Ask the Expert
Q.สั่งงานลูกน้องไปแล้ว แต่เวลาติดตามพบว่าทำบ้างไม่ทำบ้าง จะแก้ปัญหาอย่างไร?
A.จักรพันธ์ จันทรัศมี Consulting Partner บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด แนะนำว่าให้ลองทบทวนดูก่อนว่าต้นเหตุเป็นเพราะหัวหน้าหรือเป็นเพราะลูกน้อง ในฐานะหัวหน้า ขณะสั่งงานได้บอกรายละเอียดการปฏิบัติงานชัดเจนหรือไม่ มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานที่เข้าใจตรงกันหรือไม่ มีการทวนความเข้าใจลูกน้องหรือไม่ บอกกำหนดระยะเวลาหรือ Deadline ว่างานนี้ต้องเสร็จเมื่อไรหรือเปล่า
และที่สำคัญลูกน้องรู้หรือไม่ว่า งานที่ทำมีผลกระทบต่อแผนกของตัวเองหรือต่อหน่วยงานอื่นอย่างไร ถ้าหัวหน้ามั่นใจว่าตัวเองสั่งงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คราวนี้มาดูที่ลูกน้อง หากเป็นเพราะรับคำสั่งไปแล้วไม่ใส่ใจ อย่าเพิ่งโกรธหรือแสดงท่าทีหงุดหงิดเดี๋ยวเรื่องจะบานปลาย เมื่อควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ให้เริ่มวางแผนควบคุมลูกน้องคนนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงแรก กำหนดระยะเวลาตรวจสอบชิ้นงานเป็นระยะๆ โดยหัวหน้าเข้าไปติดตามความคืบหน้าและถือโอกาสให้กำลังใจไปด้วย หากเริ่มวางใจลูกน้องแล้วก็อาจเปลี่ยนให้ลูกน้องเป็นฝ่ายเข้ามารายงานความคืบหน้า รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ซึ่งหัวหน้าจะได้ช่วยแก้ไขได้ทันเวลา ไม่ใช่มารู้ปัญหาก็ต่อเมื่อถึงกำหนดวันส่งงานแล้ว
(ใครมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ ส่งอีเมลมาถามได้ที่ [email protected] เราอาสาจะไปหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาให้ค่ะ)
He Said She Said
ซี ครูสอนดนตรี
“ผู้หญิงก็เหมือนเส้นสายของดนตรี ไพเราะ ฮึกเหิม บ้างครั้งนุ่มนวล บางครั้งเร่งเร้า บางครั้งก็เนิบนาบ แต่ทุกอย่างล้วนมีความคลาสสิกและกล่อมเกลาโลก ที่สำคัญยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบทเพลงสวยงาม”
มินท์ ครูสอนดนตรี
“ผู้ชายคล้ายกับเสียงกีตาร์นะดิฉันว่า อยู่ที่เราจะบรรเลงออกมาอย่างไร ถ้านึกถึงชายหนุ่มนุ่มๆ ก็จะบรรเลงออกมาด้วยบทเพลงเบาๆ แต่ถ้าหนักหน่วงดนตรีก็จะเร่งเร้า บางครั้งก็บรรเลงแบบเบาสบาย นี่แหละเสน่ห์ของผู้ชาย”
Quote
“การงานก็เหมือนเป็นรูปธรรมของความรัก ถ้าทำงานด้วยความรักจะเห็นผลที่สวยงาม ขณะที่คนทำงานเพราะอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความรักก็จะได้ผลออกมาอีกอย่าง ซึ่งก็น่าจะเลิกทำสิ่งนั้นเสีย แล้วออกไปนั่งมองออกมาจากนอกรั้ว เพื่อคอยชื่นชมดอกผลของผู้คนที่เขาทำด้วยความรักจะดีกว่า”
คาลิล ยิบราน ศิลปิน นักเขียน กวีชื่อดังชาวเลบานิสอเมริกัน เจ้าของผลงาน The Prophet (ปรัชญาชีวิต)







