
ตลท.เชื่อหุ้นตกมาจากแรงขายทำกำไร
ตลท. ยืนยันหุ้นร่วงไม่ได้มีปัญหาฟอร์ซเซล ปัจจัยหลักน่าจะมาจากขายทำกำไร และปัญหาไซปรัส
ตลท. ยืนยันหุ้นร่วงไม่ได้มีปัญหาฟอร์ซเซล ปัจจัยหลักน่าจะมาจากขายทำกำไร และปัญหาไซปรัส
นายสุภกิจ จิระประดิษฐกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ยืนยันว่าตั้งแต่ 19-21มี.ค. ไม่มีตัวเลขการถูกบังคับให้ขายหุ้น (ฟอร์ซเซล) ในการให้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) และระหว่างวันที่ 22 มี.ค.ได้สุ่มสอบถามไปยังบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ขนาดใหญ่เพื่อสอบถามก็พบว่าไม่มีเรื่องฟอร์ซเซลเช่นกัน
“ตอนนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วที่จะมีฟอร์ซเซลเวลาที่หุ้นตกลงมาเยอะ ปัจจุบันนักลงทุนมีความรู้และความเข้าใจการลงทุน และเรียนรู้จากอดีต ซึ่งพอหุ้นขึ้นต่อเนื่องก็อาจมีการบังคับขายไปเองเพราะมีกำไรจากการลงทุนแล้ว ขณะที่วงเงินมาร์จินปัจจุบันมีเพียงกว่า 5 หมื่นล้านบาทซึ่งเทียบกับเมื่อก่อนที่สูงถึง 1 แสนล้านบาท” นายสุภกิจกล่าว
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การที่หุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง ประเมินว่ามาจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่นักลงทุนขายกำไรจากที่มีต้นทุนหุ้นที่ต่ำ มีปัจจัยจากสิ่งที่เกินความคาดหมายวิกฤตการเงินยุโรปของประเทศไซปรัส และยังมีข่าวลือเรื่องมาตรการค่าเงินบาทเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้ต่างชาติขายทำกำไรไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ต่างชาติยังมีแรงซื้อสุทธิอยู่ที่ 2,600 ล้านบาท และเริ่มเห็นแรงขายต่างชาติลดลง นั่นแสดงว่าต่างชาติเริ่มมีความมั่นใจต่อตลาดหุ้นและไม่สนใจต่อข่าวลือ โดยหุ้นไทยในรอบ 14 เดือนหุ้นขึ้น 50% และรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาขึ้น 15% และสิ้น 22 มี.ค. ยังเพิ่มขึ้นจากต้นปี 6%
นายจรัมพร ยังเป็นห่วงนักลงทุนรายย่อย ที่ไม่อยากให้ตื่นตระหนกกับดัชนีที่ปรับลดลง เพราะถือว่าตอนนี้ราคาหุ้นร่วงระดับนี้ยังมีหุ้นปัจจัยพื้นฐานอยู่เพราะได้มีการสุ่มราคาหุ้น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ปัจจัยพื้นฐานดีปรับลงเพียง 3% ขณะที่หุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ก่อนหน้านี้ราคาขึ้นร้อนแรงได้ปรับลงไปถึง 9% ประกอบกับเป็นจังหวะที่เข้าไปซื้อลงทุนกองทุนรวมแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ ทั้งนี้ ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี2555 มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยเพิ่มสูงถึง 300% สถาบันเพิ่ม 50% บัญชีโบรกเกอร์เพิ่ม 100% ดังนั้นสัดส่วนที่เหมาะสมคือนักลงทุนรายย่อยควรมีสัดส่วนเพิ่มในระดับเดียวกันกลุ่มอื่นคือ 100%
ล่าสุด ตลท.ได้ส่งข้อมูลการซื้อขายทุกอย่างให้ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว







