
เพิ่มหลักประกัน20%
ถกสัปดาห์หน้าใช้อีก 1 เดือนสกัดเก็งกำไร.
ถกสัปดาห์หน้าใช้อีก 1 เดือนสกัดเก็งกำไร.
ตปท.ทิ้งบอมบ์ 3 พันล.ตลาดสูญ 4 แสนล..สมาคม บล. นัดคุยสัปดาห์หน้าวางหลักประกันเพิ่มเป็น 20% สกัดฟองสบู่ สร้างเสถียรภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยยังคงทรุดหนักติดต่อเป็นวันที่ 2 ท่ามกลางข่าวลือท่วมห้องค้า เช่น จะออกมาตรการเพิ่มหลักประกันเป็น 20% จาก 15% ซ้ำเติมข่าวลือเรื่องทางการจะออกมาตรการมาพยุงค่าเงินบาทส่งผลให้ดัชนีหุ้นดิ่งลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,534.27 จุด หรือลดลง 33 ก่อนเด้งขึ้นมาปิดที่ 1,569.70 จุด ลดลง 24.58 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 83,656 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายหนักถึง 3,203.58 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นที่ดำดิ่งต่อเนื่อง 2 วัน ฉุดดัชนีหุ้นรวม 47.98 จุด ทำให้มูลค่าหลัก ทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ลดลงไปแล้ว 0.41 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 13.13 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 20 มี.ค. 2556
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์น้าสมาคมจะมีการประชุมสมาชิกเพื่อหารือเรื่องการเพิ่มอัตราการวางหลักประกันในบัญชีเงินสดเป็น 20% จากเดิม 15% ซึ่งหากมีมติเห็นด้วย คาดว่าอีกประมาณ 1 เดือนก็น่าจะบังคับใช้
นางภัทรียา กล่าวว่า เหตุผลหนึ่งของการปรับหลักเกณฑ์เนื่องจากการวางหลักประกัน 15% ถูกใช้มาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2551 ซึ่งขณะนั้นตลาดหุ้นยังมีขนาดเล็กและดัชนียังอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันดัชนีหุ้นขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,600 จุด ก่อนปรับตัวลงมาซึ่งถือว่าขึ้นอย่างรวดเร็วและร้อนแรงมากดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการออกมาดูแล
“แนวคิดนี้ออกมาเพื่อต้องการดูแลตลาดหุ้นไทยให้มีเสถียรภาพไม่ให้ร้อนแรงจนนำไปสู่การเกิดฟองสบู่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตกกังวล เพราะเชื่อว่านักลงทุนมีหุ้นที่ครอบคลุมหลักประกันอยู่แล้ว เว้นแต่รายใหม่ที่จะต้องมีเงินสดมาวางก่อน 20% เชื่อว่าป้องกันการจับเสือมือเปล่าและลดแรงเก็งกำไรลง”
สำหรับสภาพการซื้อขายในช่วง 2 วันนี้เต็มไปด้วยข่าวลือนั้น นางภัทธีรา กล่าวว่า ตอนนี้หุ้นขึ้นมาสูงมาก เมื่อมีข่าวลบเข้ามากระทบก็จะปรับตัวลดลงแรงและมีความรู้สึกกลัวกังวลเกิดขึ้น แต่หากลงทุนในหุ้นพื้นฐาน หุ้นที่มีปัจจัยรองรับก็ไม่ห่วง แต่สภาพตลาดตอนนี้หากจะเข้าไปเก็งกำไรหุ้นเล็กและมีการแห่ตามกัน เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดหุ้นร้อนแรงยังไม่พบปัญหาการผิดนัดชำระค่าหุ้น จนทำให้เกิดความเสียหาย เพราะตลาดมีมาตรการหุ้นที่ต้องซื้อขายด้วยการวางเงินสดล่วงหน้า 100% สามารถช่วยดูแลระบบได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์ก็มีเงินทุนเพียงพอรองรับกับสภาพตลาดในปัจจุบันได้
นายกสมาคม บล. กล่าวว่า ในภาวะที่ตลาดหุ้นยังเต็มไปด้วยความกลัว ความกังวล ก็อยากแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังและรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลงเกือบ 50 จุด ทำให้มีข่าวลือ ว่ามีหุ้นหลายๆ ตัวลูกค้าที่ได้ลงทุนผ่านการกู้เพื่อมาซื้อหุ้น (มาร์จินโลน) ต้องถูกบังคับขาย (ฟอร์ซเซลส์) เช่น หุ้นบริษัท บางกอกแลนด์ (BLAND) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) บริษัท ยูนิเวนเจอร์ (UV) และบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) เป็นต้น
นายมนตรี ศรีไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET นับเป็นโบรกเกอร์ที่ให้มาร์จินโลนสูงสุดของระบบ กล่าวว่า จากที่ได้รับรายงานการซื้อขายในระยะ 2 วันที่ผ่านมา มีจำนวนถูกฟอร์ซเซลส์เพียงไม่กี่รายและเป็นมูลค่าที่ไม่ได้สูง โดยลูกค้าอาจถูกเรียกมาร์จินเพิ่มเล็กน้อย เพราะบริษัทเน้นปล่อยมาร์จินในหุ้นขนาดใหญ่และมีพื้นฐานที่ดี
ขณะที่ น.ส.เยาวลักษณ์ อร่ามทวีทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC) กล่าวว่า ไม่พบว่ามีลูกค้าของ TSFC ได้รับผลกระทบ จนถึงระดับต้องถูกฟอร์ซเซลส์
บริษัทได้มีการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิด พบว่าหลักประกันของลูกค้ามีสูงกว่ามูลหนี้ และหลักประกันของลูกค้าส่วนใหญ่สูงกว่า 50% อาจมีบางรายต่ำกว่าระดับนี้ แต่ยังไม่ต่ำแตะระดับ 25% ที่จะต้องถูกฟอร์ซเซลส์
“บริษัทพยายามให้ลูกค้ารักษาระดับหลักประกันให้เกินกว่า 50% หุ้นร่วงขนาดนี้ลูกค้าไม่น่าจะเสียหาย และลูกค้าปัจจุบันนี้เก่ง มีการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด พอเห็นหลักประกันต่ำกว่า 50% ก็นำเงินมาเพิ่ม หรือไม่เช่นนั้นพอเห็นราคาหุ้นรูดลงก็รีบขาย ซึ่งระดับที่ขายก็ยังมีกำไร แต่อาจเป็นการขาดทุนกำไรเท่านั้น” น.ส.เยาวลักษณ์ กล่าว
ปัจจุบัน TSFC ยังคงหยุดให้วงเงินในบัญชีมาร์จินโลน เนื่องจากยอดการปล่อยสินเชื่อโดยรวมใกล้แตะเพดานที่กำหนด







