
‘ทีดีอาร์ไอ’เสนอรัฐบาล หาทางรับมือคนชราเพิ่ม
โพสต์ทูเดย์
— ทีดีอาร์ไอห่วงคนแก่เพิ่ม แนะรัฐบาลวางนโยบายรับมือผู้สูงอายุใน 10 ปีนายสราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ และการจัดการเพื่ออนาคตว่า จากการประมาณการจำนวนกำลังแรงงานของผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 12.27 ล้านคน ซึ่งมีแรงงานผู้สูงอายุประมาณ 5.15 ล้านคน โดยเพิ่มจากปัจจุบันประมาณ 2 ล้านคน
ขณะที่ในอีก 20 ปีข้างหน้าจำนวนผู้สูงอายุจะสูงถึง 17.74 ล้านคน เป็นแรงงานผู้สูงอายุ 7 ล้านคน
ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่า จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจตามมาด้วย เนื่องจากแรงงานวัยทำงานลดลง ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งวางนโยบายเพื่อรองรับอัตรากำลังแรงงานของผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
นางนงนุช สุนทรชวกานต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุทั้งหมดยังต้องเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเอง ซึ่งส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถม อย่างไรก็ตาม ประเภทของงานที่เหมาะสมและมีโอกาสทดแทนโดยใช้แรงงานผู้สูงอายุ คือ อาชีพพนักงานบริการ งานอุตสาหกรรม บริการชุมชนต่างๆ เป็นต้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นโยบายการจัดหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ ด้วยการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 500 บาทนั้น ทำให้รัฐบาลจะมีภาระค่าใช้จ่ายมากในอนาคต จึงได้ยกร่างระบบการออมเพื่อผู้สูงอายุในวันที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อเสนอให้ประชาชนออม 100 บาท รัฐจ่ายสมทบเดือนละ 50 บาท และเมื่อเกษียณอายุจะได้เงินสมทบอีกเดือนละ 500 บาท ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มวัยทำงานมีหลักประกันในการดูแลเมื่อเข้าสู่ช่วงสูงอายุ หรือ กองทุนชราภาพ อาทิเช่น สำนักงานประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ เพียง 1 ใน 3 หรือ ประมาณ 10 ล้านคน ไม่ครอบคลุมประชากรทั้งหมด จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต ซึ่งจากการสำรวจรายได้ของกลุ่มผู้สูงอายุพบว่า 52.3% ได้รับจากลูกหลาน 28.9% ได้จากการทำงาน 6.1% ได้จากคู่สมรส ร้อยละ 4.4 จากบำนาญ และ 2.9% มาจากเงินออม
ส่วนกลุ่มที่ไม่มีรายได้ที่เป็นกลุ่มด้อยโอกาสจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพชราภาพเดือนละ 500 บาทจากรัฐบาล โดยในกลุ่มนี้จำนวน 1.8 ล้านคน จะจ่ายโดยกระทรวงมหาดไทย ขณะที่อีก 500,000 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จ่าย คิดเป็นเงิน 14,000 ล้านบาทต่อปี และโครงการแจกเบี้ยยังชีพของรัฐบาลทำให้มีภาระด้านงบประมาณเพิ่มขึ้น
เสนอ3รูปแบบกองทุนออม
ดร.วรเวศม์ กล่าวถึงความคืบหน้า การศึกษาถึงรูปแบบการจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติ ร่วมกับ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะมีรูปแบบกองทุนบำนาญแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ประชาชนไทยเมื่อยามชราภาพอย่างถ้วนหน้าในลักษณะ 3 รูปแบบ
รูปแบบแรก คือรัฐต้องจ่ายเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาทต่อไป และใช้เงินจากภาษีของประชาชน ส่วนรูปแบบที่ 2 ร่างของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เสนอให้ประชาชนออม 100 บาท รัฐจ่ายสมทบ 50 บาทต่อเดือน และเมื่อเกษียณอายุจะได้เงินสมทบอีก 500 บาทจากเบี้ยยังชีพ ส่วน รูปแบบที่ 3 เป็นข้อเสนอของนักวิจัย กล่าวคือ เสนอให้ประชาชนทุกคนยกเว้นที่เป็นข้าราชการ หรือข้าราชการบำนาญอยู่แล้วต้องเริ่มออมรายบุคคลตั้งแต่ช่วงอายุ 1559 ปี หรือ อายุ 2059 ปี เฉลี่ยเดือนละ 50 บาท สูงสุดไม่เกิน 5 00 บาท เพื่อให้ได้รับสิทธิรับเงินบำนาญ 500 บาททุกเดือน







