
ประเมิน4แนวทางดูแลค่าเงินบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้บาทแข็งทุก 1% กระทบจีดีพี 0.1-0.3% ให้ทางเลือกของ 4 เครื่องมือ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้บาทแข็งทุก 1% กระทบจีดีพี 0.1-0.3% ให้ทางเลือกของ 4 เครื่องมือในการดูแลค่าเงินบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นการแข็งค่าค่อนข้างรวดเร็วทำสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี และสะท้อนภาพการแข็งค่าที่ฉีกตัวออกจากทิศทางในภาพรวมของสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ขณะเดียวกันการดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทด้วยเครื่องมือต่างๆ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้น ทางการไทยคงต้องจัดลำดับความสำคัญของโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องดูแล และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพราะคาดว่า ระดับเฉลี่ยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1% จะมีผลกระทบต่อจีดีพีปี 2556 ราว 0.1-0.3%
ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ณ วันที่ 20 มีนาคม 2556) ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 5% จากระดับ ณ ปลายปี 2555 ตอกย้ำภาพการแข็งค่าที่ฉีกตัวทิ้งห่างทุกสกุลเงินในเอเชีย โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย 2.59 แสนล้านบาท และ 6,540 ล้านบาทแล้วนับจากต้นปี 2556 ตามลำดับ
สำหรับทางเลือกหรือเครื่องมือดูแลการเคลื่อนไหวเงินบาท แต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งเครื่องมือในการดูแลค่าเงินบาทมี 4 มาตรการหลัก ได้แก่
1. การลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีข้อดีเพราะส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลง อาจลดแรงจูงใจในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดการเงินไทย โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ต้นทุนในการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินของธปท. ออกจากระบบเศรษฐกิจลดลง อย่างไรก็ตามไม่สามารถรับประกันได้อย่างเด็ดขาดว่า จะสามารถชะลอหรือยุติกระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ง อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอาจเพิ่มความร้อนแรงของตลาดสินเชื่อภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินของประเทศในระยะข้างหน้า
2. การแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (ธปท. เข้าซื้อเงินดอลลาร์ฯ) สามารถชะลอทิศทางการแข็งค่าของค่าเงินบาทได้เป็นระยะ ลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาในการปรับตัว และผู้เล่นในตลาดที่มีธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ฯ อาจเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการเก็งกำไรจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่การแทรกแซงดังกล่าว อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทได้ ขณะที่ ผลต่อตลาด/ค่าเงินอาจจะมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธนาคารกลางประเทศชั้นนำของโลกยังคงจุดยืนผ่อนคลายทางการเงิน และปัจจัยพื้นฐานของเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานะของงบดุลธปท. ที่บันทึกยอดขาดทุนในส่วนนี้ต่อเนื่อง
3. มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่น มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น มาตรการภาษีที่เก็บจากกำไร-ดอกผลจากการลงทุน หรือมาตรการภาษีเงินทุนขาออก มีผลโดยตรงต่อกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน ลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรจากการแข็งค่าของเงินบาท ทว่าการออกมาตรการ ถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และเป็นการยากที่จะกำหนดระดับความเข้มงวดในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน เพราะส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผลทางจิตวิทยา
4. แนวทางสุดท้าย คือ การปล่อยตามกลไกตลาด ซึ่งอาจช่วยเร่งให้การ Correction ของตลาดการเงินไทยเกิดขึ้นและสิ้นสุดเร็วขึ้นง ธปท.ไม่มีภาระต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซง และการดูแลระดับสภาพคล่อง แต่ต้องเสี่ยงจากความผันผวนสูงในตลาดการเงิน หากเงินบาทที่แกว่งตัวมากอาจสร้างความเสียหายต่อภาคการส่งออกของไทย ที่เผชิญกับโจทย์การแข่งขัน และการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของความต้องการจากต่างประเทศ และเศรษฐกิจไทยขาดแรงขับเคลื่อน และอาจชะลอตัวกว่าที่ตัวเลขที่ประมาณการไว้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีที่เงินบาทแข็งค่ารุนแรง ว่า ค่าเฉลี่ยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1.0% อาจมีผลกระทบราว 0.1-0.3% ต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2556 แต่คงต้องติดตามผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจมีความต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้าต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยิ่งระดับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ผลกระทบ (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ต่อเศรษฐกิจไทย ก็อาจขยายวงกว้างมากขึ้นตามไปด้วยเพราะโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ยังคงพึ่งพาฐานการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 กรณี ดังนี้







