posttoday
ปรับเป้ากลุ่มแบงก์

ปรับเป้ากลุ่มแบงก์

19 มีนาคม 2556

ยุทธศาสตร์การลงทุนภาครัฐระยะยาวตั้งแต่ปี 2556-2563 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์กลุ่มธนาคารของเราปรับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อขึ้น โดยเม็ดเงินการลงทุนมหาศาลราว 24 ล้านล้านบาท และการให้บทบาทภาคเอกชนร่วมทุน (PPP) จะเร่งอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระยะถัดไป โดยเฉพาะปีที่ลงทุนอย่างหนักในปี 2557-2558 หากอิงข้อมูลในอดีตที่สัดส่วนสินเชื่อต่อ to GDP ในช่วงที่สูงที่สุดในระยะ 12 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 85-90% สูงกว่าปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 80% ทำให้เราเชื่อว่าการขยายตัวของสินเชื่อในปีนี้จะอยู่ที่ 14% และอีก 11.2% ในปีหน้า ถือเป็นอัตราการเติบโตเป็นเลข 2 หลักติดต่อกันถึง 5 ปี ล่าสุดนักวิเคราะห์จึงปรับประมาณการกำไรและราคาเหมาะสมขึ้นเพื่อสะท้อนแนวโน้มการลงทุนครั้งใหญ่ดังกล่าว และยังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) โดยมีหุ้นเด่นในกลุ่มได้แก่ KBANK, KTB และ TISCO

ยุทธศาสตร์การลงทุนภาครัฐระยะยาวตั้งแต่ปี 2556-2563 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์กลุ่มธนาคารของเราปรับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อขึ้น โดยเม็ดเงินการลงทุนมหาศาลราว 24 ล้านล้านบาท และการให้บทบาทภาคเอกชนร่วมทุน (PPP) จะเร่งอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระยะถัดไป โดยเฉพาะปีที่ลงทุนอย่างหนักในปี 2557-2558 หากอิงข้อมูลในอดีตที่สัดส่วนสินเชื่อต่อ to GDP ในช่วงที่สูงที่สุดในระยะ 12 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 85-90% สูงกว่าปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 80% ทำให้เราเชื่อว่าการขยายตัวของสินเชื่อในปีนี้จะอยู่ที่ 14% และอีก 11.2% ในปีหน้า ถือเป็นอัตราการเติบโตเป็นเลข 2 หลักติดต่อกันถึง 5 ปี ล่าสุดนักวิเคราะห์จึงปรับประมาณการกำไรและราคาเหมาะสมขึ้นเพื่อสะท้อนแนวโน้มการลงทุนครั้งใหญ่ดังกล่าว และยังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) โดยมีหุ้นเด่นในกลุ่มได้แก่ KBANK, KTB และ TISCO

โครงการภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการลงทุนรอบใหม่

เราปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อธนาคารที่เราศึกษาเพื่อสะท้อนมุมมองยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวของประเทศ โดยคาดว่าการขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่ที่ 14% ในปี 2556 และ 11.2% ในปี 2557 (จากคาดการณ์เดิมที่ 11.4% และ 10% ตามลำดับ) โดยการปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีเงินกองทุนและฐานลูกค้าที่สอดคล้องกับการเติบโตในภาคการลงทุนเป็นหลัก ประมาณการการเติบโตของสินเชื่อใหม่ที่ 14% และ 11.2% นั้น สอดคล้องกับข้อมูลสถิติในในปี 2532-2542 ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคการลงทุนเติบโตดีที่สุด ในปีดังกล่าวอัตราส่วนสินเชื่อต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 90% หากอิงกับอัตราส่วนดังกล่าว เราคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ในปี 2556-2558 จะเลียนแบบการเติบโตของการลงทุนและสินเชื่อคล้ายกับปี 2532-2542 โดยบนประมาณการของข้อมูลสถิติดังกล่าว อัตราการเติบโตของสินเชื่อทั้งระบบจะอยู่ที่ประมาณ 14% ในปีนี้ และ 11.2% ในปีหน้า และน่าจะขึ้นสูงสุดในปี 2558

อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสขึ้นมากกว่าลง

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาครัฐ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อสกัดการเก็งกำไรของเม็ดเงินในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ในมุมมองของ FSS Research เราคาดว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดน่าจะปรับขึ้นแทนที่จะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยกดดันแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไปในทิศทางขาขึ้นมากกว่าลง แนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นเซอร์ไพรส์เชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารในระยะถัดไป ทั้งนี้จากการทดสอบความอ่อนไหวต่อการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก (เฉพาะเงินฝากประจำ) 1% จะส่งผลบวกต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เฉลี่ยของกลุ่มธนาคารราว 0.19% โดยธนาคารขนาดใหญ่จะได้รับประโยชน์สูงสุด

คาดกำไรของกลุ่มขยายตัว 30% ในปีนี้ สูงกว่าตลาดโต 25%

นักวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารขึ้นในปี 2556 จากเดิม 3% และปี 2557 ขึ้น 5% ทำให้คาดว่ากำไรของกลุ่มในปี 2556 จะขยายตัว 30% (เพิ่มจากเดิมที่คาดว่าจะโต 25%) และกำไรในปี 2557 น่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 11% (จากเดิมคาดโต 8.6%) ธนาคารที่ปรับประมาณการกำไรขึ้นมากที่สุด คือ KTB และ SCB ส่วนมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน เราปรับขึ้นเป็นอิง 1.9 เท่าของ Book Value ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดที่ซื้อขายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันความสามารถในการทำกำไร (ROE เพิ่มเป็น 18% สูงสุดเป็นประวัติการณ์) และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นมาก (NPL ต่ำเพียง 3%) โอกาสที่กลุ่มธนาคารจะซื้อขายที่ระดับสูงกว่า 1.9 เท่าของ Book Value ก็มีโอกาสมาก สำหรับหุ้นเด่นที่ FSS Research เลือก ได้แก่ KBANK (ราคาพื้นฐาน 240 บาท) และ TISCO (ราคาพื้นฐาน 64 บาท) โดยยังคงชื่นชอบความสามารถในการทำกำไรสะท้อนจากระดับ ROE ในปีนี้ที่น่าจะทำให้สูงที่สุดในกลุ่มที่ราว 21.5% และ 22.6% ตามลำดับ และชอบ KTB (ราคาพื้นฐาน 30.50 บาท) เนื่องจากเป็นธนาคารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนภาครัฐ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค