
ดอกเบี้ย
วิวาทะของรองนายกฯ และ รมว.คลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่กดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดอกเบี้ยนโยบายลง ยังคงเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเป็นแข็งค่าขึ้น
วิวาทะของรองนายกฯ และ รมว.คลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่กดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดอกเบี้ยนโยบายลง ยังคงเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเป็นแข็งค่าขึ้น
ดอกเบี้ยนโยบาย คือ ดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง โดยดอกเบี้ยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ เงินฝาก หรือพันธบัตร มีแนวโน้มจะขยับตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว
เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ คือ Fed Fund Rate ส่วนประเทศจีนกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ตัวคือ เงินฝากและเงินกู้ระยะเวลา 1 ปี ส่วนของไทยนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 1 วัน (1 Day Repurchase Rate หรือ Overnight Rate) ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 1.25% ต่อปี
แม้ชื่ออาจฟังดูซับซ้อน แต่อธิบายง่ายๆ ได้ว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายให้กันในการกู้เงินกันเป็นเวลา 1 วัน ซึ่งในการกู้นั้นก็ต้องมีการวางสินทรัพย์เป็นหลักประกันโดยใช้พันธบัตรรัฐบาล (เปรียบเหมือนที่เราเอาทีวีหรือตู้เย็นไปฝากโรงรับจำนำเป็นหลักประกันเวลากู้เงิน) โดยธนาคารผู้กู้ทำสัญญาว่าจะมารับ (ซื้อคืน) พันธบัตรดังกล่าวจากผู้ให้กู้ในวันรุ่งขึ้นและจ่ายดอกเบี้ยให้จำนวนหนึ่ง ดยังอยู่บริษัทหลักทรัพย์เดิม”
ดังนั้น ดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนทางการเงินของธนาคารที่ต้องการเงิน (คนกู้) และเป็นตัวกำหนดรายได้ของธนาคารที่เงินเหลือ (คนปล่อยกู้) และย่อมส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ในระบบต่อเนื่องกันไป
ผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งใน 1 ปี จะต้องประชุม 8 ครั้ง หรือทุกๆ 6 สัปดาห์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมเสถียรภาพด้านราคา ดูแลเงินเฟ้อ หรือเงินฝืด เสถียรภาพราคาตลาดเงิน ดูแลดอกเบี้ย เสถียรภาพราคาตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (ดู โดยมีเป้าหมายคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ)
โดย ธปท.ใช้การอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ หรือดูดเม็ดเงินออกจากระบบเพื่อลดสภาพคล่อง ในการทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารต่างๆ กู้ยืมกันลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ เช่น ถ้า ธปท. ต้องการลดดอกเบี้ยนโยบายก็จะทำการเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้หลายๆ ธนาคารมีเงินเหลือและพร้อมจะปล่อยกู้แบบข้ามคืน พอแข่งกันปล่อยกู้ดอกเบี้ยก็เลยลดลง
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้เงินเฟ้อลดลงได้อย่างไร?
เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาออมเงินมากขึ้นบริโภคน้อยลง ส่วนนักลงทุนเมื่อเจอกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นก็จะลดการลงทุนลง ส่งผลให้ความต้องการซื้อสินค้าและบริการโดยรวมลดลง ทำให้ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้นได้เร็วนัก ผลก็คือ การชะลอตัวของเงินเฟ้อ ซึ่งกลไกแบบนี้มักใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และยังใช้ได้ผลแต่เฉพาะกับเงินเฟ้อชนิดที่เกิดจากเศรษฐกิจที่เติบโตร้อนแรงเกินไป แต่ไม่ค่อยได้ผลกับเงินเฟ้อที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต (หรือ Costpush inflation)
เช่น เงินเฟ้อจากราคาน้ำมันแพง เพราะราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาในตลาดโลก การขึ้นดอกเบี้ยนอกจากจะไม่ช่วยลดราคาน้ำมันแล้ว กลับทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นและลดความต้องการสินค้าลง ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการ ดังนั้นการดำเนินนโยบายในแต่ละครั้งจะต้องคำนึงถึงสาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อและผลของการดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายสำคัญต่อนักลงทุนอย่างไร?
อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและบุคคลทั่วไปได้หลายทาง เช่น
1.อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์และอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งถือเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับดอกเบี้ยอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยต่างๆ จะมีการปรับขึ้นหรือลงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ฝากเงินก็จะได้รายรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้กู้เงินต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น
2.ราคาตราสารหนี้ ผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้อื่นๆ จะได้รับผลกระทบจากการที่ราคาพันธบัตรหรือตราสารหนี้ปรับขึ้น หรือลงในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหากดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นตราสารหนี้ต่างๆ ในระบบจะมีราคาลดลง แต่ถ้ามีการปรับดอกเบี้ยลดลง ราคาตราสารหนี้ต่างๆ จะปรับเพิ่มขึ้นเกิดเป็นกำไรหรือขาดทุน (Capital Gain/Loss) ตามกลไกราคาของตราสารหนี้
3.สินเชื่อ หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ความสามารถในการกู้เงินของประชาชนและผู้ประกอบการจะลดลง ที่ใกล้ตัวหน่อยอาจดูได้จากการกู้เงินซื้อบ้าน ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นคนทั่วไปจะซื้อบ้านได้หลังเล็กลง
4.อัตราแลกเปลี่ยน เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ทั้งที่เป็นตราสารหนี้เอกชน และพันธบัตร ถ้าดอกเบี้ยในประเทศใดสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่จะดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้ามายังประเทศนั้นๆ มากขึ้น เพื่อมาหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
5.ตลาดหุ้น ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนอาจเลือกที่จะย้ายเงินจากเงินฝากธนาคาร หรือตราสารหนี้ซึ่งให้ดอกเบี้ยน้อย ไปลงทุนในตราสารทุนที่อาจให้ผลตอบแทนดีกว่า เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนระหว่างตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้
6.ทองคำ ตามปกติผู้ซื้อทองจะได้รับผลตอบแทนเป็นราคาทองที่เพิ่มขึ้น แต่จะเสียโอกาสในการได้ดอกเบี้ย ดังนั้น ถ้าดอกเบี้ยสูงๆ อาจทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะขายทองนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ซึ่งให้ดอกเบี้ยดีกว่า ราคาทองคำก็อาจลดลงได้
เราควรจับตาดูอะไรที่จะส่งผลต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย?
เพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทำให้นักลงทุนไม่ว่าจะอยู่ในตลาดไหน จำเป็นต้องจับตามองทิศทางของดอกเบี้ยอยู่เสมอ เพื่อจะเข้าใจว่า ธปท.จะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตต่อไปอย่างไร ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายได้แก่
1.การคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations) : ถ้าเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ธปท. อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อน เพราะต้องใช้เวลานานกว่าอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นการส่งสัญญาณจาก ธปท. ที่จะควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป เป็นการบริหารความคาดหวังของตลาดด้วย ทั้งนี้ ธปท.จะออกรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อทุกไตรมาสบนเว็บไซต์ www.bot.or.th เพื่อบ่งบอกถึงมุมมองของ ธปท. ต่อภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ
2.ราคาน้ำมัน : ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้น แนวโน้มเงินเฟ้อก็จะสูงขึ้นด้วย แม้การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ช่วยให้น้ำมันถูกลง แต่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นการเพิ่มแรงกดดันขาขึ้นให้กับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
3.ค่าเงินบาท : เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นดังที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งปกติจะไม่ใช่สิ่งที่ ธปท. ต้องการ ดังนั้น การจะขึ้นดอกเบี้ย ธปท.ต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
4.อัตราดอกเบี้ยเงินฝากแท้จริง (Real Interest Rate) : คืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ ถ้าติดลบแปลว่าดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ พูดง่ายๆ คือ ดอกเบี้ยที่ได้รับน้อยกว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความมั่งคั่งของผู้ฝากเงินลดลงหรือซื้อของได้น้อยชิ้นลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบนานๆ จะส่งผลต่อวินัยการออม คนจะไม่ออมเงินเนื่องจากซื้อของวันนี้ได้ของมากกว่าเก็บเงินไว้ซื้อของวันหลัง ดังนั้น ธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกจะไม่ชอบเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแท้จริงติดลบนานๆ เพราะไม่ส่งผลดีต่อการออมของประเทศในระยะยาว
ขณะนี้ กนง.เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวดีเกรงว่าลดดอกเบี้ยอาจจะทำให้เกิดฟองสบู่ได้







