
กระทุ้งลดต้นทุนโลจิสติกส์
ดันธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มชนคู่แข่งอาเซียนอาหารไฟฟ้าปิโตรเคมีน่าห่วง
ดันธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มชนคู่แข่งอาเซียนอาหารไฟฟ้าปิโตรเคมีน่าห่วง
กระทุ้งผู้ประกอบการไทยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความสามารถแข่งขัน ชนคู่แข่งอาเซียน
นายชัชพล มงคลิก อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไทยทุกภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งให้ความสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดการขนส่งและกระจายสินค้า (โลจิสติกส์) อย่างเข้มข้น เพื่อให้ภาคการผลิตมีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่การจัดการด้านโลจิสติกส์จะครอบคลุมทั้งระบบการวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมทั้งสินค้า บริการ และการจัดเก็บที่เริ่มตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางหรือมือผู้บริโภค จำเป็นต้องบริหารจัดการด้านห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) อย่างเป็นระบบ หากมีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ เพราะจะช่วยลดต้นทุนได้ 58% และยังเป็นการเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจหรือบริการด้วย
นอกจากนี้ หากมีการนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ทั้งการวางแผนกาผลิต การจัดการตารางการผลิต เพื่อการส่งมอบสินค้าบริการได้ตรงเวลามากขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจไทยสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขึ้นไปอีกระดับ
“ทุกวันนี้มี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับผลผลิตมวลรวมประเทศ (จีดีพี) อาทิ กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตร เคมี และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ เป็นต้น ต้องเร่งแก้ไข” นายชัชพล กล่าว
ด้านนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า จากการประกาศใช้นโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท พบว่ามีผู้เป็นเจ้าของธุรกิจระบุว่าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ล่าสุดกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ดำเนินการนโยบายด้านต่างๆ เพื่อช่วยเหลือภายใต้โครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิตและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาต้นทุนได้ยั่งยืน โดยปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ได้แก่ 1.ขจัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น 2.รวมงานที่ซ้ำซ้อนไว้ด้วยกัน 3.ปรับลำดับขั้นตอนเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายที่มีประสิทธิภาพ และ 4.ปรับปรุงขั้นตอนให้ทำงานได้ง่ายและสะดวก ปีนี้มีผู้ร่วมโครงการ 18 แห่ง ใน 15 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ นครปฐม สุพรรณบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์







