posttoday
STECแพงโยกเข้าTTCL

STECแพงโยกเข้าTTCL

14 มีนาคม 2556

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต มีมุมมองเป็นบวกต่อ พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อรายได้ของผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ไม่คาดว่าผู้รับเหมาก่อสร้างทุกรายจะสามารถหลีกเลี่ยงการหดตัวลงของอัตรากำไรได้ เพราะต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต มีมุมมองเป็นบวกต่อ พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อรายได้ของผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ไม่คาดว่าผู้รับเหมาก่อสร้างทุกรายจะสามารถหลีกเลี่ยงการหดตัวลงของอัตรากำไรได้ เพราะต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น

บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และบริษัท โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยอยู่ในฐานะเงินสดสุทธิ แต่ TTCL เป็นหุ้นที่แนะนำให้ลงทุน เนื่องจากมีมูลค่าที่น่าสนใจมากกว่า

นอกจากนั้น ให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็นปกติ แม้จะมี พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ แต่คาดว่าผู้รับเหมาก่อสร้างจะยังคงถูกกระทบทางลบจากปัจจัยแรก การเพิ่มขึ้นของวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากรัฐบาลจะจัดเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กนำเข้าจากจีน และปัจจัยที่สอง ค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงาน

นอกจากนี้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างราคายังสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยไปแล้วราว 155% ตั้งแต่ต้นปี 2555 ด้วยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่สูงมากที่ 42 เท่า และ 31 เท่า ในปี 2556-2557

แนวโน้มสดใสสำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างปัจจุบันรัฐบาลกำลังผลักดัน พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท หรือ 6.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดย พ.ร.บ.นี้น่าจะได้รับการพิจารณาโดยรัฐสภาในช่วงกลางปี 2556 และน่าจะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากงบประมาณประจำปีในช่วง 7 ปีข้างหน้า ซึ่ง 97% ของงบประมาณมีเป้าหมายที่จะใช้สำหรับการลงทุนในโครงการก่อสร้างทางรถไฟและถนน โดยโครงการที่อยู่ในแผนปี 2555-2559 ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง 4.81 แสนล้านบาท โครงการรถไฟรางคู่ 2.98 แสนล้านบาท ระบบขนส่งมวลชน 3.21 แสนล้านบาท และโครงการก่อสร้างถนน ทางด่วน และมอเตอร์เวย์ 3.69 แสนล้านบาท ซึ่งแผนลงทุนนี้ไม่รวมโครงการลงทุนป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเพิ่งประกาศ 6 ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเข้าประมูลโครงการเหล่านี้

แม้มีความกังวลต่อการเติบโตของรายได้ลดลง แต่ยังคงมองว่าผู้รับเหมาก่อสร้างยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องการหดตัวลงของอัตรากำไร เนื่องจากมีสัดส่วนงานจากภาครัฐที่ให้อัตรากำไรต่ำมากขึ้น อีกทั้งต้นทุนก่อสร้างยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนพลังงานที่ยืนอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวโน้มที่จะเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กนำเข้าจากจีนในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้ราคาเหล็กในประเทศปรับตัวขึ้นราว 10-15% ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงคิดเป็นราว 65% ของต้นทุนรวมของผู้รับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากโครงการของภาครัฐให้อัตรากำไรที่ต่ำอย่างมากที่ 58% การใช้จ่ายเกินประมาณการอาจทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างกลับมาขาดทุนได้ ดังนั้น จึงชอบผู้รับเหมาก่อสร้างที่สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ในฐานะเงินสดสุทธิ และงานในมือมีคุณภาพดี ซึ่งได้แก่ STEC ซึ่งเน้นการดำเนินงานธุรกิจภายในประเทศ ด้วยมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งที่สุด และบริหารจัดการต้นทุนได้ดีที่สุด และ TTCL ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะเติบโตในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วยเน้นงานบริการออกแบบวิศวกรรมที่ให้อัตรากำไรสูง ขณะที่งานโยธาที่มีความเสี่ยงสูงจะให้ผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้ทำ อีกทั้งการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าของ TTCL ยังช่วยให้มีแนวโน้มเติบโตที่แน่นอนในอนาคตอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค