
กลุ่มเกษตรเร่งเครื่องปรับตัวเออีซี
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังมาถึงในปี 2558 ภาคธุรกิจมองเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส การสำรวจตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมพร้อมรองรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจเรื่อง “ความพร้อมและความเข้าใจของภาคการผลิตและบริการไทยต่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2555” จากผู้ประกอบการ 1,500 ราย ใน 13 ประเภทธุรกิจ
อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ พบว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซีเพิ่มขึ้นจากปี 2554 โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าใจเพิ่มจาก 87.7% เป็น 97.87% ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เข้าใจเพิ่มจาก 42.5% เป็น 43.8% ถือเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
หากแยกตามกลุ่มผู้ประกอบการ พบว่า ภาคเกษตรคือกลุ่มที่มีความไม่เข้าใจเออีซีสูงสุดถึง 91.94% ภาคอุตสาหกรรมและบริการยังไม่เข้าใจ 52.83% และ 54.55%
เมื่อแยกเป็นรายธุรกิจพบว่า ริการกกข้าใจเออีซีสูงสุดถึง 80กtdกกกกลุ่เล็กจังหวัดขนาดเล็ก กรายเล็กนักกียังคงมีความเป็นวิชาการสูงเข้าใจยาก แต่ไม่กกiชก่อสร้างมีสัดส่วนที่ไม่เข้าใจสูงถึง 94.74% รองลงมา คือ กลุ่มปศุสัตว์ไม่เข้าใจ 93.75%
สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเออีซีและผู้ประกอบการไม่เข้าใจมากที่สุด คือ เรื่องมาตรฐานสินค้าร่วมของกลุ่มประเทศอาเซียน รองลงมาเป็นการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการเคลื่อนย้ายฝีมือแรงงานที่ไม่เข้าใจอยู่ 27.75% 17.18% และ 15.86% ตามลำดับ
ผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลข่าวสารยังเข้าไม่ถึงเอสเอ็มอีรายเล็กในจังหวัดขนาดเล็ก ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน ขณะเดียวกันข้อมูลที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นในเชิงวิชาการและเข้าใจยาก
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาฯ ได้ทำการสำรวจของเรื่อง “ความพร้อมและความเข้าใจของภาคการผลิตและบริการไทยต่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ปี2555” จากผู้ประกอบการ 1,500 ราย 13 ประเภทธุรกิจ
พบว่า ณ ปี 2555 ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซีเพิ่มขึ้นจากปี 2554 โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าใจเพิ่มจาก 87.7% เป็น 97.87% ขณะที่เอสเอ็มอีเข้าใจเพิ่มขึ้นจาก 42.5% เป็น 43.8% เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเนื่องจากข้อมูลข่าวสารยังเข้าไม่ถึงเอสเอ็มอีรายเล็กจังหวัดขนาดเล็ก ไม่มีหน่วยงานที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน ขณะเดียวกันข้อมูลที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นในเชิงวิชาการและเข้าใจยาก
อย่างไรก็ตาม หากแยกตามกลุ่มผู้ประกอบการพบว่าภาคเกษตรคือกลุ่มที่มีความไม่เข้าใจเออีซีสูงสุดถึง 91.94% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการยังไม่เข้าใจอยู่ 52.83% และ 54.55% โดยเมื่อแยกเป็นรายธุรกิจพบว่า ริการกกข้าใจเออีซีสูงสุดถึง 80กtdกกกกลุ่เล็กจังหวัดขนาดเล็ก กรายเล็กนักกียังคงมีความเป็นวิชาการสูงเข้าใจยาก แต่ไม่กกiชก่อสร้างมีสัดส่วนที่ไม่เข้าใจสูงถึง 94.74% รองลงมา คือ กลุ่มปศุสัตว์ไม่เข้าใจ 93.75%
“ที่ยังมีความไม่เข้าใจ ส่วนใหญ่คือเอสเอ็มอี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรหาแนวทางที่จะสร้างความเข้าใจมากขึ้น ให้ความรู้มากขึ้น โดยต้องเจาะเข้าไปเป็นรายอุตสาหกรรมในจังหวัดเล็กๆ ด้วยแนวทางการให้ข้อมูลที่ไม่ยากและเป็นวิชาการมาก” อัทธ์ กล่าว
สำหรับผลสำรวจเกี่ยวกับความพร้อมในการแข่งขัน พบว่า ในปี 2555 เอสเอ็มอีมีความพร้อมในการแข่งขัน 43.23% ดีขึ้นกว่าปี 2554 26.7% ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีความพร้อมสูงอยู่แล้วที่ 94.7% จาก 92.59% ในปี 2554
กลุ่มเกษตรยังคงเป็นกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมในการแข่งขันสูงสุดที่ 86.67% โดยเฉพาะกลุ่มพืช ปศุสัตว์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการไม่พร้อม 50.94% และ 53.48% ทั้งนี้ สาเหตุของความไม่พร้อมเพราะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซี เป็นธุรกิจขนาดเล็กและไม่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ
ส่วนกลุ่มที่พร้อม ได้แก่ ธุรกิจบริการสื่อสารและโทรคมนาคม ธุรกิจการเงิน ภัตตาคารและโรงแรม รวมถึงธุรกิจขนส่ง
สำหรับแนวทางการเพิ่มความพร้อมให้กับภาคเกษตรนั้น เห็นว่าทางการควรลดมาตรการช่วยเหลือด้านราคาลง และให้ข้อเท็จจริงแก่เกษตรกรว่าต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสู้ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ผลิตเกษตรรายใหญ่เช่นกันได้ โดยเฉพาะเวียดนามและเมียนมาร์ที่ปลูกข้าวจำนวนมากและขายในราคาถูกกว่าไทย
อัทธ์ กล่าวว่า สำหรับความพร้อมในการออกไปลงทุนผลิตสินค้าและบริการเอสเอ็มอียังพบว่า ยังไม่พร้อม 72.98% หลักๆ มาจากความไม่สนใจออกไปลงทุน เงินทุนไม่เพียงพอ และขาดประสบการณ์การทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้นโยบายรัฐปัจจุบันจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเข้าสู่เออีซีมากขึ้น และในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานแล้วไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนทั้งด้านการขนส่งและการผลิต แต่ยังคงมีประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐดำเนินการ ทั้งส่งเสริมพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซี สนับสนุนการพัฒนาด้านภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันควรพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและสังคมให้แก่นักลงทุนต่างชาติ สนับสนุนเงินทุนและการเข้าถึงเงินทุนโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่สำคัญต้องอย่าลืมลดความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมด้วย







