
เจาะโอกาสธุรกิจไทยใน"กัมพูชา"
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
กัมพูชา เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์เอื้อต่อการลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน อีกทั้งยังเป็นจุดหมายที่นักลงทุนไทยสนใจเข้าไปขยายธุรกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น
จีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลกัมพูชาค่อนข้างเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปทำธุรกิจได้อย่างกว้างขวาง สามารถเข้าไปทำได้ทุกกิจการ ยกเว้น การค้าอาวุธยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการลงทุนตัดต่อพันธุกรรม โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้าเป็นเจ้าของกิจการได้ 100% และมีเจ้าของเพียง 1 คน ก็จดทะเบียนตั้งบริษัทได้
เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้กัมพูชาเป็นปลายทางที่น่าสนใจ คือ นโยบายรัฐบาลและการเมืองมีความมั่นคงมาก นักลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่านโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลง และทำได้ตามที่ประกาศไว้ ขณะเดียวกันเส้นทางการคมนาคมระหว่างไทยและกัมพูชาค่อนข้างสะดวกสบาย มีถนนเชื่อมต่อกัน รวมถึงยังมีด่านการค้าชายแดนถาวรเชื่อมต่อทั้งหมด 6 ด่าน
นอกจากนี้ค่าแรงยังถูก เหมาะสำหรับกิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้น ขณะที่ตลาดกัมพูชา มีประชากรประมาณ 1415 ล้านคน มีนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษรองรับนักลงทุนค่อนข้างหลากหลาย
กิจการที่เหมาะสมเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ได้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากมีแรงงานพร้อมสำหรับนักลงทุนไทย เช่น การผลิตสินค้าของขวัญของที่ระลึกที่เอสเอ็มอีไทยมีความเชี่ยวชาญ สามารถใช้วัตถุดิบในกัมพูชา และขายสินค้าให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากัมพูชาได้ ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวประมาณ 34 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นและกิจการอื่นๆที่ต้องการเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจีเอสพีของกัมพูชาเพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ก็เหมาะไปลงทุนเช่นกัน
“นักธุรกิจต้องลองเข้าไปดูลู่ทาง อย่ากลัวไปก่อน อย่าติดกับทัศนคติเดิมๆ ที่คิดว่ากัมพูชาน่ากลัว เพราะจะเป็นการปิดโอกาสตัวเอง ต้องลองไปดู โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเหมาะมากที่จะเข้าไปลงทุน” จีรนันท์ กล่าว
ดวงใจ จันทร คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สนับสนุนให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นเข้าไปลงทุนในกัมพูชา เพราะการลงทุนในกัมพูชาเปิดกว้างมาก เช่น ถ้าไปตั้งโรงงานผลิตเพื่อการส่งออกจะได้รับการยกเว้นภาษี 79 ปี การนำเข้าเครื่องจักรก็ไม่เสียภาษี และสามารถนำกำไรออกนอกประเทศได้เต็มที่ โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษี ซึ่งแทบจะไม่มีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
นอกจากนี้ การขนส่งเชื่อมต่อระหว่างไทยและกัมพูชาก็สะดวกสบาย เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการไทยได้รับอนุญาตเปิดเดินรถบรรทุก 30 คัน เข้าไปยังกัมพูชาวิ่งไปได้ถึงกรุงพนมเปญโดยไม่ต้องเปลี่ยนรถ รวมทั้งยังมีรถของบริษัท ขนส่ง (บขส.) ให้บริการเดินรถระหว่างกรุงเทพฯพนมเปญ และกรุงเทพฯเสียมราฐ อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้าและการขนส่งคน รวมทั้งกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเข้าไปกัมพูชามากขึ้น
ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเค การ์เมนท์ กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม มองว่าเมืองไทยอยู่ยาก หลังจากมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ โดยเลือกกัมพูชาเพราะว่าที่ผ่านมาได้ทำกิจการอยู่ในกัมพูชาอยู่แล้ว จึงเห็นโอกาสและลู่ทางการลงทุน และค่าแรงในกัมพูชาอยู่ที่ 70 บาทต่อวัน จึงเหมาะกับธุรกิจที่ใช้แรงงานมาก ขณะนี้ได้เริ่มต้นการสร้างโรงงาน และในเดือน มิ.ย. 2556 จะเริ่มเดินเครื่องผลิตสินค้าได้
ปัจจุบัน ทีเค การ์เมนท์ เป็นผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้าให้แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก แต่ในเมืองไทยยังไม่สามารถเข้าทำธุรกิจกับโลตัสและบิ๊กซีได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูง หากย้ายการผลิตไปต่างประเทศแล้วเชื่อว่าจะทำให้สู้ต้นทุนได้ ขณะเดียวกันได้วางแผนจะส่งออกสินค้าจากกัมพูชาไปยังประเทศคู่ค้าด้วย เพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
“อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากอยู่เมืองไทยยาก เพราะแรงงานขาดแคลน ต้นทุนสูง และเมืองไทยกำลังจะถูกตัดจีเอสพี ซึ่งปัจจัย 3 อย่างรวมกันก็จะทำให้แข่งขันไม่ได้แล้ว ดังนั้นอุตสาหกรรมที่จะอยู่เมืองไทยต้องเป็นอุตสาหกรรรมไฮเทคเท่านั้น” ทวีกิจ กล่าว
ทั้งนี้ ทวีกิจ ระบุว่า การทำธุรกิจในกัมพูชาได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี เนื่องจากกัมพูชาต้อนรับนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไปลงทุน รวมทั้งตนเองมีธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม อยู่ในกัมพูชาอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ได้รับการดูแลอย่างดีจากกัมพูชา







