
ผ่าทางตันโครงการทวาย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทยเมียนมาร์เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย นับเป็นการผ่าทางตันโครงการทวาย ภายหลังจากเครืออิตัลไทยได้ทำสัญญา Framework Agreement กับเมียนมาร์เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2553 แต่มีความคืบหน้าน้อยมาก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทยเมียนมาร์เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย นับเป็นการผ่าทางตันโครงการทวาย ภายหลังจากเครืออิตัลไทยได้ทำสัญญา Framework Agreement กับเมียนมาร์เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2553 แต่มีความคืบหน้าน้อยมาก
ล่าสุดปัญหาสำคัญของโครงการนี้ คือ เป็นโครงการขนาดใหญ่ จึงเป็นการยากที่ภาคเอกชนรายใดรายหนึ่งจะสามารถระดมทุนก่อสร้างเป็นเงินมากมายมหาศาลได้ ดังนั้นเพื่อเร่งรัดการดำเนินการ ฝ่ายไทยและเมียนมาร์ได้เห็นชอบเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วมเพื่อการพัฒนาโครงการใน 3 ระดับ คือ
คณะกรรมการร่วมระดับสูง (JHC) เป็นกลไกระดับนโยบาย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีไทย (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) และรองประธานาธิบดีเมียนมาร์เป็นประธานร่วม
คณะกรรมการประสานงาน (JCC) มีรมต.สำนักนายกรัฐมนตรีของไทย (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) และรมต.อุตสาหกรรมของเมียนมาร์ เป็นประธานร่วม
คณะอนุกรรมการ (SubCommittee) ใน 6 สาขา เช่น ด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ด้านการเงิน ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง ฯลฯ
ล่าสุดได้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงาน (JCC) เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2556 ณ โรงแรมรอยัลคลิฟ เมืองพัทยา ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ
ประการแรก ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบกับโครงสร้างแบ่งการบริหารออกเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับภาครัฐ ประกอบด้วยคณะกรรมการชุดต่างๆ เช่น JHC JCC ฯลฯ ของทั้งไทยเมียนมาร์ และอาจรวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เพอเพื่อกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ เงื่อนไข
ภาคเอกชน กำหนดให้มีนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ทำหน้าที่เป็น Holding Company และมี SPV ซึ่งเป็นบริษัทลูก จัดตั้งขึ้นที่ทวาย เพื่อให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรตามกฎหมาย โดย SPV จะเป็นผู้ได้รับสัมปทาน บริหารจัดการ และถือหุ้นในบริษัทเฉพาะกิจ (Special Purpose Company–SPC) ต่างๆ ตามความเหมาะสม
ระดับผู้รับสัมปทานในแต่ละธุรกิจ เป็นบริษัทเฉพาะกิจ (Special Purpose Company–SPC) ซึ่งมีหลายบริษัท แต่ละบริษัทจะลงทุนในธุรกิจด้านต่างๆ แตกต่างกันไป เช่น นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ ถนน โรงไฟฟ้า ฯลฯ
ประการที่สอง เห็นชอบให้เร่งรัดจัดตั้ง SPV ที่เป็น Holding Company ขึ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เริ่มแรกจะจดทะเบียนเป็นบริษัทในประเทศไทย โดยทั้ง2 ประเทศจะถือหุ้นฝ่ายละครึ่งหนึ่ง และยินดีให้ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ฯลฯ เข้ามาถือหุ้นใน SPV สำหรับในอนาคตอาจจะพิจารณานำ SPV ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ ไทย เมียนมาร์ ฯลฯ เพื่อระดมทุนต่อไป
ประการที่สาม ยกระดับจากเดิมเป็นเพียงกรอบสัญญา Framework Agreement ระหว่างเมียนมาร์และเครืออิตัลไทย เปลี่ยนมาอยู่ในรูปของสัญญาสัมปทานหรือ Concession Agreement ระหว่างเมียนมาร์และ SPVอายุสัญญาเป็นเวลา 75 ปี (50+25 ปี)
ประการที่สี่ ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และพบว่าตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนในบางโครงการ เช่น ทางหลวงระหว่างชายแดนไทยไปยังพื้นที่โครงการทวาย ฯลฯ ยังอยู่ระดับต่ำมาก ดังนั้น จะต้องมีศึกษาเชิงลึกยิ่งขึ้นทบทวนสมมติฐานในด้านต่างๆ รวมถึงร่วมมือกันเพื่อให้โครงการมีผลตอบแทนสูงขึ้น เพื่อให้โครงการมีความเป็นไปได้ทางการเงิน สามารถหาสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ และเพื่อให้มีนักลงทุนสนใจมาร่วมลงทุนในโครงการ
สำหรับข้อสรุปข้างต้น จะนำเสนอคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ซึ่งกำหนดจัดประชุมช่วงปลายเดือน เม.ย. 2556 ที่กรุงเนย์ปิดอว์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สุดท้ายนี้ โครงการนี้จำเป็นจะต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นโอกาสทองที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีปัญหาในการลงทุนในประเทศจีน ทำให้สนใจมาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก โดยหากโครงการนี้ล่าช้านักลงทุนจะหนีไปลงทุนที่เวียดนามและอินโดนีเซีย







