
ต่างชาติหาย ทีเอสฯสุดเซ็งหันลุยคนไทย
โพสต์ทูเดย์
— ทีเอส ไลฟ์สไตล์ หวั่นม็อบทำตลาดท่องเที่ยวไทยซบ 56 เดือน ปรับตัวหันจับกลุ่มลูกค้าชาวไทย หั่นราคาลง 30–50%นายอโล้ก ชาร์มา บริษัท ทีเอส ไลฟ์สไตล์ (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าและรองเท้าในกลุ่มสปอร์ตไลฟ์สไตล์แบรนด์เอลเลส, เค.สวิส, เคดส์ ของเล่นเด็ก เบนเท็น, ฮาสโบร, บาร์บี้ และเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เน็กซ์ เปิดเผยว่า การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างรุนแรง เพราะนักท่องเที่ยวได้ยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยหมด ทำให้การค้าต่างๆ โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวกลับมาซบเซาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น แต่จะเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไปอีก 5
–6 เดือนข้างหน้า“
ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมาแม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ชาวฮ่องกง ไต้หวัน ซึ่งเป็นมาแบบแพกเกจทัวร์ ที่ไม่ใช้นักท่องเที่ยวที่จะมาช้อปปิ้งในประเทศไทย นักท่องเที่ยวที่จะมาช้อปปิ้งในประเทศไทยจริงๆ ยังไม่กลับมาเที่ยวประเทศไทยเหมือนเดิม ดังนั้นแม้จะมีนักท่องเที่ยวมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ฉะนั้นหากเป็นไปได้ในฐานะนักธุรกิจที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ก็อยากเห็นประเทศไทยสงบปราศจากปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อประเทศไทยจะได้กลับมามีการเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือนเดิม” นายอโล้ก กล่าวเพิ่มเติมสำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการลดการนำเข้าสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจากเดิมที่นำเข้าสินค้าแบรนด์ต่างๆ 100% เหลือเพียง 40% และได้ตัดสินใจจ้างโรงงานในประเทศไทยผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ต่างๆ แทนทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนได้มาก ซึ่งบริษัทได้ลดราคาจำหน่ายสินค้าลงได้ตั้งแต่ 30
–50%“
การลดราคาสินค้าดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์ที่บริษัทหันมาจับกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น จากเดิมที่จับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ และลูกค้าชาวต่างชาติเป็นหลัก แต่ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยน้อยลง ทำให้ต้องหาลูกค้าชาวไทยมากขึ้น” นายอโล้ก กล่าวสำหรับ สินค้าที่จ้างผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าเสื้อผ้าสำหรับเด็ก เช่น แบรนด์บาร์บี้ และสินค้าเหล่านั้นก็จะขายในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น เทสโก้ โลตัส ซึ่งจะเป็นสินค้าที่มีรูปแบบทั่วไป ไม่มีความสลับสับซ้อน หรือแบบเบสิค ส่วนสินค้านำเข้ามาในแบรนด์เดียวกันจะจำหน่ายในศูนย์การค้าระดับไฮเอน เช่น พารากอน, เอ็มโพเรียม และเซ็นทรัล เวิลด์ เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังปรับเปลี่ยนสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกำไรลง อาทิ สินค้าในกลุ่มสปอร์ตไลฟ์สไตล์หรือเสื้อผ้า รองเท้า กีฬา ในปีนี้ได้ลดลงส่วนการขายลงจาก 40% เหลือ 10% และเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าเด็ก และของเล่นจาก 50% เป็น 70% ส่วนสินค้าแฟชั่น เช่น แบรนด์เน็กซ์ มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 20%
ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนเปิดช็อปขายสินค้าสำหรับเด็กขนาดเล็ก หรือมีพื้นที่ 100 ตารางเมตร ในศูนย์การค้าต่างๆ 3 แห่งในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ด้วยงบลงทุนทั้งสิ้น 70 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายของบริษัทให้เติบโตได้ 25% จากปีที่ผ่านมาที่บริษัทมียอดขายเติบโตเพียง 6%อันสืบเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศเป็นสำคัญ







