
จี้ราชการปรับโครงสร้างอัดงบฯวิจัย
อดีตเลขาธิการอาเซียนแนะราชการเร่งปรับโครงสร้าง หนุนเพิ่มงบวิจัย
อดีตเลขาธิการอาเซียนแนะราชการเร่งปรับโครงสร้าง หนุนเพิ่มงบวิจัย
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เรื่องแรก การปรับโครงสร้างภาคราชการครั้งใหญ่ หน่วยงานราชการทุกแห่งต้องทบทวนบทบาทตัวเองใหม่ ว่าจะต้องให้บริการใครบ้างในอนาคต เพื่อจะได้ปรับตัวให้สามารถให้บริการได้ตรงจุด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการทุกหน่วยงานให้พร้อมที่สุด
เรื่องต่อมา คือ การศึกษาและการวิจัย ภาคการศึกษาต้องสร้างความพร้อม ผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาด เข้าสู่อุตสาหกรรม ผลักดันคนเข้าสู่ระบบ เลิกใช้ระบบท่องจำ แต่สอนการคิดวิเคราะห์ ให้คนกลายเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนประเทศสู่อาเซียน
ขณะที่ภาคการวิจัย ถือเป็นการลงทุนที่ไทยต้องเร่งให้ความสำคัญที่สุดในขณะนี้ สังเกตว่าประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดีล้วนให้ความสำคัญกับการวิจัยทั้งสิ้น แต่ไทยใช้งบประมาณด้านนี้น้อยมาก โดยในปี 2550 ใช้เพียง 315 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.21% ของจีดีพีเท่านั้น
“เราจะรอลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าจากต่างประเทศอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ไทยต้องเร่งวิจัย พอออกจากห้องวิจัยก็ต้องเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันที และส่งสินค้าของเราเองออกไปแข่งขัน”
สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ต้องเร่งทำ นายสุรินทร์ กล่าวว่า คือการให้ภาคประชาชนเปลี่ยนทัศนคติ ต้องเลิกยึดติดกับอดีตและทัศนะแบบเดิม เช่น การอ้างว่าไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษเพราะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร การอ้างว่าเป็นธุรกิจเล็ก เป็นตำบลห่างไกล เป็นพื้นที่ชายแดน จึงยังไม่พร้อมปรับตัว ต่อไปทุกคนต้องตระหนักว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกแล้ว ทั้งนี้ เมื่อสามารถตระหนักถึงความสำคัญของอาเซียนได้แล้ว เชื่อว่าจะเป็นความตระหนักที่ยั่งยืน และช่วยให้ไทยก้าวต่อไป
ทั้งนี้ เป้าหมายหนึ่งในการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC Blueprint) คือ การพัฒนาสมรรถภาพระบบราชการพลเรือน โดยผู้รับผิดชอบหลักของไทยได้แก่ ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)







