
กำไรบจ.เพิ่มขึ้น16%
ยอดขายกำไรสูงสุดดันดัชนีไปต่อโบรกเกอร์พลิกขึ้นเป้าหมายอิงหุ้นรายตัว
ยอดขายกำไรสูงสุดดันดัชนีไปต่อโบรกเกอร์พลิกขึ้นเป้าหมายอิงหุ้นรายตัว
กำไร บจ. สร้างสถิติสูงสุดใหม่ ทั้งยอดขายและกำไร เพิ่มขึ้น 16% ดันดัชนีหุ้นไทยสูงสุด 19 ปี 2 เดือน
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แจ้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าปี 2555 มียอดขายรวม 10,372,084 ล้านบาท เกิน 10 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรก และเพิ่มขึ้น 13.98% จากปี 2554
ด้านกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 726,816 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 15.67% จากปีก่อน
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน SET เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดจำนวน 469 บริษัท หรือ 96.9% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 484 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG) ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2555 แล้ว บจ. ที่มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานจำนวน 396 บริษัท คิดเป็น 84.43% ของบริษัทจดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
ความสามารถในการทำกำไรเปรียบเทียบปี 2555 กับปีก่อนหน้า พบว่าอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 18.59% เป็น 17.98% ส่วนอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 6.91% เป็น 7.01% ด้านอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.23 เท่า
“ยอดขายรวมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกไตรมาส จากการบริโภคและลงทุนในประเทศที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงยอดขายของ บจ. ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มน้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น จากปริมาณการจำหน่ายและราคาที่สูงขึ้น ทำให้ภาพรวมของยอดขายปี 2555 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์”
สำหรับอัตรากำไรสุทธิทั้งปีดีขึ้นเล็กน้อย โดยกลับมาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 หลังจากผลกระทบเรื่องน้ำท่วมและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนมากในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ผ่านไปซึ่งทำให้อัตรากำไรสุทธิในช่วงดังกล่าวลดลง นอกจากนี้ยังได้รับประโยชน์จากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและกำไรด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่แข็งค่าอีกด้วย” นายชนิตร กล่าว
บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรรวมปี 2555 สูงสุด ได้แก่ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
สำหรับหมวดธุรกิจที่มีกำไรรวมปี 2555 สูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ผลการดำเนินงาน บจ.ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยยังคงความสดใสปิดตลาดวันที่ 6 มี.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.04 จุด เพิ่มขึ้น 0.65% มาปิดที่ 1,559.35 จุด สูงสุดในรอบ 19 ปี 2 เดือน ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 60,485.76 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ต แคป) 13.28 ล้านล้านบาท
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET กล่าวว่า ดัชนีหุ้นขณะนี้ได้ทะลุเป้าหมายของปีนี้ที่ระดับ 1,550 จุด ไปแล้ว และคงจะมีการปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นใหม่ ซึ่งน่าจะออกภายในเดือน มี.ค. อย่างไรก็ตามทางฝ่ายวิจัยได้ปรับวิธีในการคิดเป้าหมายดัชนีใหม่ โดยจะนำราคาเป้าหมายของหุ้นมารวมกันแทนวิธีเดิมที่คิดจากอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) เพียงอย่างเดียว เพราะมองว่าอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าหุ้นรายตัว
“การคิดดัชนีเป้าหมายจาก พี/อี อาจถูกหลอกด้วยสภาพคล่องที่ล้นโลก และเป็นปัจจัยที่ดันให้ดัชนีหุ้นปรับตัวบวก ทำให้ไม่อยากมองข้ามปัจจัยพื้นฐาน จึงได้นำเป้าหมายของหุ้นรายตัวมารวมกันเพื่อกำหนดเป้าหมายดัชนี เรียกได้ว่านำปัจจัยพื้นฐานมาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่สภาพคล่องเป็นตัวตั้ง ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายวิจัยได้ออกบทวิเคราะห์ประมาณ 100 ตัว คิดเป็นประมาณ 80% ของมาร์เก็ตแคป”







