
หญิงใหญ่
เนื่องจากวันศุกร์ที่ 8 มี.ค.นี้ เป็นวันสตรีสากล แต่คอลัมน์ตะวันส่องอาเซียนที่ทุกท่านกำลังอ่านนี้จะมีเฉพาะวันพุธ จึงขอชวนทุกท่านมาคุยเรื่องสตรีกันล่วงหน้า วอร์มอัพก่อนวันจริงกันไปเลย
เนื่องจากวันศุกร์ที่ 8 มี.ค.นี้ เป็นวันสตรีสากล แต่คอลัมน์ตะวันส่องอาเซียนที่ทุกท่านกำลังอ่านนี้จะมีเฉพาะวันพุธ จึงขอชวนทุกท่านมาคุยเรื่องสตรีกันล่วงหน้า วอร์มอัพก่อนวันจริงกันไปเลย
พูดถึงวันสตรีสากล สิ่งแรกๆ ที่เรานึกถึงย่อมหนีไม่พ้นสิทธิและบทบาทสตรีในแผนงานจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC Blueprint) เอง ก็มีมาตรการหนึ่งระบุว่า “ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของสตรีในทุกสาขาและทุกระดับ รวมทั้งด้านการเมือง...”
ผมเชื่อว่าหลายท่านคงแอบยิ้มกริ่ม ภูมิใจเล็กๆ ก็แหม่... ตอนนี้เรามีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นผู้นำประเทศ เป็นบ้านเมืองที่มี “หญิงใหญ่” ภาพลักษณ์ดีๆ เกี่ยวกับสิทธิและบทบาทสตรีด้านการเมืองจะหลุดลอยไปไหน
แต่จากข้อมูลจำนวน สส.หญิงในสภาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำรวจโดย InterParliamentary Union (IPU) กลับพบว่า จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2554 ไทยมี สส.หญิงทั้งสิ้น 79 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 500 คน หรือคิดเป็นเพียง 15.8% เท่านั้น อยู่ในลำดับที่ 86 ของโลกจากทั้งสิ้น 139 ลำดับ
หากนี่เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง ก็หมายความว่า สิทธิและบทบาทสตรีด้านการเมืองเรายังอยู่ “ค่อนล่าง” ของโลก
ไปดูข้อมูลของประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เผื่อจะยังพอมีเรื่องให้ “ชื้นใจ” เรียงลำดับจากมี สส.หญิงมากไปน้อย ได้แก่ ลาว ที่ 44 ของโลก มี 25.% เวียดนาม ที่ 48 มี 24.4% สิงคโปร์ ที่ 50 มี 24.2% ฟิลิปปินส์ ที่ 56 มี 22.9% กัมพูชา ที่ 67 มี 20.3% อินโดนีเซีย ที่ 75 มี 18.6% มาเลเซีย ที่ 110 มี 10.4% และเมียนมาร์ ที่ 128 ได้ 6% ส่วนบรูไนไม่มีการสำรวจ เพราะไม่มีการเลือกตั้งแบบทั่วไป
สรุปเบื้องต้นก็คือ ไทยไม่มีเรื่องให้ “ชื้นใจ” มีแต่ชวน “ช้ำใจ” เพราะสูงกว่าแค่มาเลเซียและเมียนมาร์ 2 ประเทศ ยิ่งหากคิดว่าเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศ ประเทศที่เปิดมานานแล้วอย่างไทยเรียกได้ว่า “เฉียดโหล่”
คำถามต่อไปคือ ปัญหาสิทธิและบทบาทสตรีด้านการเมืองของไทยเกิดจากอะไร ก.สตรีไทยไม่อยากยุ่งการเมือง ข.สตรีไทยอยากยุ่งการเมือง แต่พรรคการเมืองยังไม่อยากให้ยุ่ง หรือ ค.สตรีอยากยุ่ง พรรคให้ยุ่ง แต่คนเลือกไม่ให้ยุ่ง
หากเป็น ข้อ ก. ภาครัฐก็คงต้องเริ่มต้นแบบเจาะกลุ่ม เข้าไปปรับแก้ทัศนคติ พร้อมทั้งสนับสนุนหญิงเก่ง หญิงดี ให้หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น แล้วเข้ามามีบทบาทในสภา หากเป็น ข้อ ข. คงต้องเข้าไปแก้กันที่นโยบายและกรอบความคิดของผู้บริหารแต่ละพรรคการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้หญิงไทยก้าวสู่สนามเลือกตั้งมากขึ้น
แต่หากเป็นข้อ ค. ดูน่าจะวุ่นวายที่สุด เพราะต้องปรับแก้ทัศนะคนทั้งระบบ ไม่จำกัดกลุ่ม และเมื่อแก้ได้ ทุกคนจะกลายเป็นผู้ผลักดันสิทธิและบทบาทสตรีโดยอัตโนมัติ
อีกทั้งข้อมูลหลายชิ้นระบุว่า ผู้หญิงจะมี “ความกล้า” ในการทุจริตน้อยกว่าผู้ชาย ดังนั้นแล้วผมว่าไทยเราน่าจะเร่งผลักดัน “หญิงใหญ่” โดยเร็ว เผื่อเราจะได้แก้ปัญหาสังคมและการเมืองความมั่นคงไปพร้อมกันเลย







