
หลักประกันทางธุรกิจ
แม้ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน รัฐจะพยายามส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยขึ้น เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศ แต่ยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันของผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย
แม้ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน รัฐจะพยายามส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยขึ้น เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศ แต่ยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันของผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย
แม้กฎหมายประเทศไทยจะได้กำหนดให้เจ้าหนี้สามารถเรียกหลักประกันในการชำระหนี้จากลูกหนี้ได้จากการค้ำประกันโดยบุคคลและการจำนอง จำนำ แต่จากสภาพเศรษฐกิจ และผู้ประกอบการธุรกิจต้องการเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ทำให้รูปแบบการประกันการชำระหนี้ดังกล่าวมีข้อจำกัด เช่น ในการจำนำ กฎหมายกำหนดให้สามารถจำนำได้เฉพาะสังหาริมทรัพย์และต้องมีการส่งมอบสังหาริมทรัพย์ที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำด้วย
ดังนั้น จึงเป็นข้อจำกัดในการนำสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไปจำนำ เพราะหากลูกหนี้ต้องนำทรัพย์สินดังกล่าวส่งมอบให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้หรือผู้ประกอบการ ก็จะไม่สามารถนำทรัพย์สินนั้นไปประกอบกิจการหรือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไปได้
ส่วนในกรณีการจำนองนั้น แม้มิต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนอง และผู้จำนองยังคงใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่จำนองเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจการค้าต่อไปได้จนกว่าจะถูกบังคับจำนอง แต่กฎหมายก็ได้กำหนดประเภทของทรัพย์สินที่จะนำไปจำนองได้ไว้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียนบางประเภทเท่านั้น
ข้อกำหนดนี้ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นที่อาจมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น สิทธิเรียกร้อง สินค้าหรือวัตถุดิบในโกดัง ไม่สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวมาจำนองเพื่อเป็นประกันในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้เลย จึงนำไปสู่แนวคิดในการจัดทำร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อเปิดช่องให้มีการนำทรัพย์สินอื่นๆ ในลักษณะที่ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้แก่แหล่งทุนหรือสถาบันการเงินได้อย่างหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนนั่นเอง
คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้หยิบยกเอาร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมาพิจารณา โดยจัดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น และจัดทำเป็นร่างกฎหมายเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
หลักการสำคัญของร่างกฎหมายได้แก่ การขยายขอบเขตของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันให้กว้างขวางมากขึ้น โดยกำหนดประเภทของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ไว้ 5 ประเภท ดังนี้
กิจการ สิทธิเรียกร้อง สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกันหรือลูกหนี้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง และทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ให้สิทธิแก่ลูกหนี้หรือผู้ให้หลักประกันยังคงมีสิทธิครอบครอง และใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้ มีสิทธิที่จะทราบจำนวนหนี้ที่ยังมิได้ชำระ สิทธิในการไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนมีการจำหน่ายทรัพย์
ในส่วนของเจ้าหนี้หรือผู้รับหลักประกัน ก็มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนเจ้าหนี้สามัญ และสิทธิเหนือทรัพย์สินอื่นหากได้ร่วมกับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจนกลายเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้
การจัดทำร่างกฎหมายที่มีความชัดเจน จะเป็นเสมือนการเปิดประตูแห่งโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน โอกาสที่เปิดกว้างมากขึ้นย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งและเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ







